มะเร็งปากมดลูก (CA cervix)
ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค
มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในสตรีไทย และทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก สาเหตุสำคัญของโรคนี้เกิดจากเชื้อ Human papilloma virus หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เชื้อเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งอาจจะเคยได้รับเชื้อนี้แต่ร้อยละ 90 นั้นร่างกายสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เอง ขณะที่ผู้ที่ได้รับเชื้ออีกร้อยละ 10 ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด เชื้อนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกและทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น หูดหงอนไก่ และมะเร็งปากมดลูก ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ นอกจากเชื้อ HPV ได้แก่
- อายุ ส่วนใหญ่มะเร็งปากมดลูกมักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
- มีคู่นอนหลายคน ทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อ HPV มากขึ้น
- สูบบุหรี่
- ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์)
- ไม่เคยตรวจภายใน เพื่อค้นหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็งของปากมดลูก ซึ่งในช่วงเวลานี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่สามารถตรวจพบด้วยการตรวจภายในที่เรียกว่าแป๊ปสเมียร์ (Pap smear) และสามารถรักษาได้ หากตรวจพบรอยโรคในระยะนี้ ก็จะสามารถป้องกันการเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
อาการของโรค
ในช่วงที่เป็นมะเร็งระยะเริ่มแรก หรือช่วงที่ยังเป็นเพียงรอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคเป็นมากขึ้น จะมีอาการดังต่อไปนี้
- เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือสวนล้างช่องคลอด
- เลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่รอบประจำเดือน
- เลือดออกทางช่องคลอดหลังจากหมดประจำเดือนไปนานแล้ว (หลังวัยทอง)
- ตกขาวมากขึ้น มีกลิ่นเหม็น
- ปวดท้องน้อย หรืออุ้งเชิงกราน (ที่ไม่ใช่ปวดประจำเดือนปกติ)
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หมายถึง การตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกก่อนที่จะมีอาการ เป็นการตรวจหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็งและมะเร็งระยะเริ่มแรก ทำให้สามารถรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ รวมถึงรักษามะเร็งระยะเริ่มแรกอย่างได้ผล วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันมีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้คือ
- การตรวจเซลล์ปากมดลูกด้วยวิธีทางเซลล์วิทยา หรือแป๊ปสเมียร์ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจเช็คให้ในขณะที่ทำการตรวจภายใน หลังจากตรวจเสร็จแพทย์จะนัดฟังผลตรวจหรือแจ้งผลให้ทราบในภายหลัง หากมีความผิดปกติก็จะใช้การรักษาตามความผิดปกติของรอยโรค
- การตรวจแป๊ปสเมียร์ ร่วมกับตรวจหาเชื้อ HPV การตรวจควบคู่กันนี้มีข้อดีคือ จะเพิ่มความแม่นยำในการตรวจหาต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้ดีขึ้น แพทย์สามารถให้การดูแลรักษาเซลล์ปากมดลูกที่ผิดปกติได้ดีขึ้น แต่มีข้อเสียคือ ผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ถ้าแพทย์ตรวจแป๊ปสเมียร์พบมีผลเซลล์วิทยาผิดปกติ แพทย์อาจนัดตรวจส่องกล้องขยายดูบริเวณปากมดลูก เพื่อหาความผิดปกติและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป
แนวทางการดูแลรักษา
การรักษาโรคนี้ขึ้นกับระยะของโรค
- หากเป็นระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือมะเร็งปากมดลูกระยะต้น แพทย์จะใช้การรักษาเฉพาะที่ เช่น จี้ทำลายเซลล์ที่ผิดปกติด้วยความเย็นหรือความร้อน การตัดปากมดลูกด้วยห่วงลวดไฟฟ้า หรือการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาครู่เดียว และผลการรักษาดีมากโอกาสหายสูงมาก
- หากเป็นมะเร็งระยะกลาง การรักษาส่วนใหญ่ใช้การผ่าตัด ร่วมกับฉายรังสีรักษาหรือให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผลการรักษาดีพอสมควร การผ่าตัดนี้ทำได้ทั้งแบบเปิดหน้าท้องและผ่าตัดผ่านกล้องขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์
- หากเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามออกนอกปากมดลูกไปที่อวัยวะอื่นๆแล้ว การรักษาจะประกอบด้วยเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา และการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ บำบัดอาการเจ็บปวดของผู้ป่วย ผลการรักษาไม่ดี
แพทย์เฉพาะทางแนะนำ
สูตินรีแพทย์ มะเร็งวิทยา, ศัลยแพทย์เด็ก กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี
ข้อควรระวัง
มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคร้ายที่ไม่ค่อยแสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยมักมาตรวจพบในระยะลุกลาม และเสียโอกาสในการรักษาไป ดังนั้นในปัจจุบันจึงแนะนำให้ผู้หญิงไทยตรวจภายในพร้อมตรวจแป๊ปสเมียร์ในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์แล้วประมาณ 3 ปี หรืออายุมากกว่า 30 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างไรก็ตามการตรวจแปปสเมียร์เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งมีโอกาสพลาดประมาณร้อยละ 40 การตรวจได้ผลปกติเพียงครั้งเดียวจึงไม่ได้ยืนยันว่าปลอดภัย โดยทั่วไปจึงแนะนำให้ทำการตรวจเป็นประจำทุกปีต่อเนื่องจนกว่าจะหมดประจำเดือน นอกจากนั้น ในปัจจุบันยังมีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต่อต้านเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็ง และยังช่วยป้องกันเชื้อไวรัส HPV อีกสองสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดที่อวัยวะเพศด้วย โดยแพทย์แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 9 - 26 ปี ฉีดวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือฉีดในรายที่มีเพศสัมพันธ์แล้วแต่ยังไม่ติดเชื้อ HPV เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://med.mahidol.ac.th/cancer_center/th/protfolio/knowledge/gyne/servix https://www.cancer.org/cancer/cervical-cancer.html