เราฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกครบหรือยัง?
เชื้ออาจอยู่ในร่างกายของเรากว่า 10 ปี !
มะเร็งปากมดลูกติด 3 อันดับแรกของมะเร็งที่ทำให้สาวๆ ในไทยเสียชีวิตมากที่สุด ! แม้ว่าสาวๆ ในวัย 30 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 จะไม่มีโอกาสเป็นเลย เพราะฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้แน่นอน !
นอกจากนี้ เจ้าเชื้อตัวนี้อาจใช้เวลาถึง 10 ปีในการพัฒนาไปเป็นมะเร็ง ในร่างกายเรามีหรือไม่มีเชื้อตัวนี้…เราจะรู้ได้ยังไงกัน ?
วันนี้ Agnos จะพามาทำความรู้จักกับมะเร็งปากมดลูกและวัคซีนป้องกัน เพราะมะเร็งปากมดลูกอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ !
มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร ?
โรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) ส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสฮิวแมนแปปิโลมา (Human Papilloma Virus) หรือ HPV ซึ่งส่วนมากจะติดจากการมีเพศสัมพันธ์ สามารถติดได้ทั้งสองเพศ เพราฉะนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อตัวนี้ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ถือได้ว่าเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
อาการของมะเร็งปากมดลูก
อีกสิ่งหนึ่งที่น่ากลัว คือในระยะแรกๆ มะเร็งปากมดลูกจะไม่ค่อยแสดงอาการใดๆ หรือมีอาการที่ค่อนข้างทั่วไป จึงยากที่ผู้ป่วยจะรู้ตัวและคิดว่าอาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้หากได้รับเชื้อตัวนี้เข้าไป เท่ากับเราเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกทันที
- ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- เลือดออกจากช่องคลอด (แม้ไม่เป็นประจำเดือน)
- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- ปัสสาวะไม่ค่อยออก
- ปัสสาวะ อุจจาระเป็นเลือด
- ปวดท้องน้อย
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
- เหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลีย
- ตกขาวผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
- ตกขาวปนเลือด
***หากมีอาการรุนแรง หรืออยู่ในระยะลุกลาม อาจมีอาการปวดหลัง ขาบวม และไตวายได้
อาการบางอย่างในนี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่นได้เช่นกัน หากใครยังไม่แน่ใจว่าอาการที่ตัวเองเป็นคืออะไรกันแน่ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Agnos เพื่อวิเคราะห์อาการป่วยเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง ฟรี 24 ชม.
เชื้อไวรัส HPV
เชื้อไวรัสตัวนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์แต่จะมีอยู่ 40 สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์
โดยระยะฝักตัวไปเป็นมะเร็งของเชื้อไวรัส HPV อาจยาวนานถึง 8-10 ปีเลยทีเดียว แต่ปกติแล้ว หากเรามีร่างกายที่แข็งแรงและภูมิต้านทานที่ดี ร่างกายสามารถกำจัดไวรัสนี้ไปได้ โดยใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน
เชื้อไวรัส HPV สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน :
1.มีความเสี่ยงสูงที่เซลล์ปากมดลูกจะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง (High Risk HPV)
สายพันธ์ุในกลุ่ม High Risk HPV ได้แก่ 16, 18, 31, 33, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 68, 35, 66
2.เซลล์อาจกลายเป็นโรคอื่น (Low Risk HPV)
สายพันธุ์ในกลุ่ม Low risk HPV ได้แก่ 6,11 ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศได้
โดยเชื้อ HPV สามารถทำให้เกิดโรคอื่นๆได้ เช่น
- มะเร็งทวารหนัก
- มะเร็งช่องปาก
- มะเร็งที่อวัยวะเพศชาย
รักษาการติดเชื้อ HPV ยังไง ?
ยังไม่มียาฆ่าไวรัสชนิดนี้โดยตรง แต่สามารถป้องกันได้ โดย
- การตรวจ PAP Test หรือ HPV Test หากพบว่าติดเชื้อ HPV แต่เชื้อยังไม่ได้พัฒนาไปเป็นมะเร็งก็สามารถรักษาได้ และไม่เป็นมะเร็งนั่นเอง
- การป้องกันโดยการฉีดวัคซีน
- การลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน
วัคซีนป้องกัน HPV มีประเภทไหนบ้าง ?
- ชนิด 2 สายพันธุ์ Cervarix
เป็นวัคซีน HPV ที่จะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันสายพันธุ์ 6,11,16,18 และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่
- ชนิด 4 สายพันธุ์ Gardasil
ครอบคลุมสายพันธุ์ 6,11,16,18
- ชนิด 9 สายพันธุ์ Gardasil 9
พัฒนามาจากชนิด 4 สายพันธุ์ ที่ป้องกัน 6,11,16,19,31,33,45,52,58
สามารถฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 9-10 ปี เป็นต้นไป โดยหากฉีดในอายุระหว่าง 10-12 ปี สามารถฉีดเพียง 2 เข็ม โดยฉีดเข็มสองห่างจากเข็มแรก 6 เดือน
หากฉีดเมื่ออายุ 15 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 2 เดือนและเข็ม 3 ห่างออกไปอีก 6 เดือน
****ระยะเวลาอาจต่างกันเล็กน้อยแล้วแต่ประเภทของวัคซีน***
ราคาของวัคซีนป้องกัน HPV
ชนิด 2,4 สายพันธุ์เข็มละ 2,000-3,000 บาท ( แล้วแต่สถานพยาบาล)
ชนิด 9 สายพันธุ์ เข็มละ 6,000 บาทขึ้นไป
***จำนวนวัคซันจะแตกต่างไปตามอายุ***
หากเรารู้ก่อน แน่นอนว่าสามารถรักษาให้หาย หรือแม้แต่กำจัดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ เพราะฉะนั้นการคอยสังเกตอาการตัวเองนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับการฉีดวัคซีนเลย !
และหากใครมีอาการที่ไม่สบายใจใดๆ สามารถกดเข้า Agnos เพื่อวิเคราะห์อาการเบื้องต้นได้ ฟรี 24 ชม.
ดาวน์โหลด เพื่อทดลองใช้ได้ ฟรี! https://agnoshealth.app.link/FFfeMvF1Nsb
อ้างอิง : https://www.medparkhospital.com/content/cervical-cancer
https://www.bangkokhospital.com/content/q-n-a-about-the-hpv-vaccine-9-strains
https://www.paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details
https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail
https://www.paolohospital.com/th-TH/samut/Article/Details/