ไข้ชิคุนกุนยา (Chikungunya)
ไข้ชิคุนกุนยา vs ไข้เลือดออก
ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค
โรคชิคุนกุนยา เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ “ชิคุนกุนยาไวรัส” ติดต่อมาสู่คน โดยการถูกยุงลายกัด มีระยะฟักตัว ของโรคหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2–5 วัน มีอาการคล้ายกับไข้เลือดออก ต่างกันที่ ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงขั้นช็อก
อาการของโรค
- ไข้สูงเฉียบพลัน โดยมักมีไข้ประมาณ 2-4 วัน หลังจากนั้น ไข้จะลงอย่างรวดเร็ว
- ปวดตามข้อ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า อาการปวดข้อจะพบได้หลายๆ ข้อเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาการอาจจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ โดยอาการปวดจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ แต่บางรายอาจปวดข้อได้นานถึง 1 ปี
- ผิวหนังตามร่างกายจะมีสีแดงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในชั้นผิวหนังมีการขยายตัว
- มีผื่นแดงเล็กๆ ตามตัวและแขนขา อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้
- บางรายอาจมี ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เยื่อบุตาแดง ร่วมด้วยได้ แต่ไม่ใช่อาการจำเพาะต่อโรค ไข้ชิคุนกุนยา มีข้อแตกต่างจากโรคไข้เลือดออก คือ ไม่ทำให้เกร็ดเลือดต่ำอย่างมากจนมีเลือดออกรุนแรง ไม่มีสารน้ำรั่วจากเส้นเลือดอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะช็อก แม้อาจพบจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังได้ คล้ายกับไข้เลือดออก แต่ปริมาณและความรุนแรงจะน้อยกว่า
แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค
โดยทั่วไป การวินิจฉัยไข้ชิคุนกุนยา สามารถทำได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ การเจาะเลือดผู้ป่วยส่งตรวจเพื่อยืนยันโรค ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ทุกโรงพยาบาล และ สำหรับโรงพยาบาที่เจาะตรวจได้ อาจทราบผลเร็วที่สุดภายใน 1–2 วัน หรือถ้านานอาจทราบใน 1–2 สัปดาห์ การเจาะเลือดตรวจจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม โดยวิธีเจาะตรวจเลือด ประกอบไปด้วย
- ตรวจด้วยวิธี PCR เพื่อตรวจหาชิ้นส่วนของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา
- ตรวจ Serology จากเลือดผู้ป่วย เพื่อตรวจหาโปรตีนของร่างกายที่จําเพาะต่อเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ซึ่งมักตรวจพบหลังจากเริ่มมีอาการประมาณ 3-4 วัน
แนวทางการดูแลรักษา
ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัส สำหรับรักษาโรคไข้ชิคุนกุนยา การรักษาจึงเป็นไปตามอาการเพื่อลดความไม่สุขสบาย จนกว่าอาการจะหายไป โดยอาการไข้มักคงอยู่ 4-5 วัน และอาการปวดข้อมักคงอยู่เป็นสัปดาห์จนถึงเดือน การดูแลรักษาตามอาการของโรคไข้ชิคุนกุนยา มีหลักปฏิบัติดังนี้
- ให้ยาลดไข้ และยาดการปวดข้อ โดยยาลดไข้และลดปวดที่ใช้ควรใช้ คือ พาราเซตามอล เป็นหลัก ห้ามใช้ยาพวกแอสไพริน(Aspirin), ไอบูโพรเฟน(Ibuprofen), หรือยาแก้อักเสบอื่นๆในกลุ่ม NSAIDs ในช่วงที่มีไข้ เพราะจะทำให้เกร็ดเลือดทำงานได้น้อยลง และ ระคายกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น และอาจจะทำให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้นได้
หมายเหตุ
- การใช้ายาลดไข้มากเกินไปจะมีภาวะเป็นพิษต่อตับได้ ควรจะใช้การเช็ดตัวลดไข้ หรืออาบน้ำลดไข้ร่วมด้วย และยาลดไข้ไม่ได้ทำให้การติดเชื้อไข้ชิคุนกุนยาหายเร็วขึ้น
- ในระยะไข้สูง ผู้ป่วยเด็กอาจมีการชักได้ถ้าไข้สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีประวัติเคยชัก หรือ ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องให้ยาลดไข้ ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ เพื่อป้องกันการชักจาไข้
- ให้น้ำชดเชย กินน้ำมากๆ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำ ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่(ORS) ในรายที่อาเจียนควรให้ดื่มครั้งละน้อยๆ และดื่มบ่อยๆ
แพทย์เฉพาะทางแนะนำ
อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ, กุมารแพทย์ โรคติดเชื้อ กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี
ข้อควรระวัง
- แม้ว่าโรคชิคุนกุนยา จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างโรคไข้เลือดออก แต่อาจมีอาการปวดตามข้อ ทรมานเป็นเวลาหลายเดือนได้ ควรระมัดระวังการทานยาแก้ปวด ไม่ทานปริมาณที่มากเกินไป หรือ ทานติดต่อกันนานเกินไป ควรปรึกษาเภสัชกรหรือ แพทย์ถึงปริมาณยาและวิธีการกินยาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาด
- โรคไข้ชิคุนกุนยา มักมีไข้สูงฉับพลัน ในผู้ป่วยเด็กจึงพบการชักร่วมกับไข้สูงได้ถึง 15% ซึ่งสูงกว่าในผู้ป่วยไข้เลือดออกถึง 3 เท่า ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการไข้อย่างใกล้ชิด และหมั่นเช็ดตัวลดไข้ ร่วมกับให้ยาลดไข้เป็นระยะ เพื่อป้องกันการชักจากไข้