ภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium)

ภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค

ภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) หรือภาวะเพ้อ คือ ภาวะที่สมองทำงานบกพร่องกระทันหันทำให้เกิดอาการสับสน กระวนกระวาย และระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ความคิด ความจำและสมาธิเสียไป รวมทั้งก่อให้เกิดอาการทางพฤติกรรมต่างๆตามมา เช่น วุ่นวาย นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล ภาวะเพ้อเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งที่เป็นปัจจัยจากร่างกาย ปัจจัยทางด้านจิตใจ และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่

  • ความผิดปกติในสมอง ได้แก่ เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงผิดปกติ เป็นต้น
  • ยา โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น ยาแก้ปวดชนิด Opioids ยานอนหลับหรือยารักษาซึมเศร้าบางชนิด ยาแก้แพ้ เป็นต้น
  • การใช้สารแสพติดชนิดต่างๆ
  • การทำงานล้มเหลวของระบบต่างๆในร่างกาย เช่น ระบบหายใจ ตับ ไต ระบบไหลเวียนโลหิต เป็นต้น
  • ภาวะติดเชื้อในร่างกาย
  • ภาวะระดับเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ
  • ความเจ็บปวดจากส่วนใดๆของร่างกาย มักเป็นการปวดเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษา ทำให้ผู้ป่วยปวดทรมานและเกิดอาการสับสนตามมา
  • ภาวะซึมเศร้า บุคคลกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเพ้อได้บ่อย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาทางการมองเห็นหรือการได้ยิน ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงหรือเจ็บป่วยในระยะสุดท้าย ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม หรือโรคทางสมองอื่น ๆ

อาการของโรค

อาการของภาวะสับสนเฉียบพลัน แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

  • แบบกระวนกระวาย (Hyperactive delirium) ผู้ป่วยจะรู้สึกกระสับกระส่าย อารมณ์แปรปรวน ก้าวร้าว อยู่ไม่สุข และอาจเห็นภาพหลอนได้
  • แบบสงบเซื่องซึม (Hypoactive delirium) ผู้ป่วยจะมีอาการเชื่องช้า ไม่กระฉับกระเฉง ไม่สนใจสภาพแวดล้อม และไม่ค่อยตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง โดยลักษณะที่ผู้ป่วยภาวะเพ้อเฉียบพลันทั้ง2แบบมีร่วมกัน คือ
  • อาการเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงระหว่างวัน มีช่วงที่การรับรู้เป็นปกติ สลับกับช่วงที่เพ้อสับสน
  • การขาดสมาธิ ทำให้การจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานไม่ได้
  • สูญเสียกระบวนการคิดแบบเป็นระบบ สังเกตได้จากการพูดจาสับสน ถามอย่างตอบอย่าง พูดใจความไม่ต่อเนื่องเปลี่ยนจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง พูดวกวนไปมา หรือพูดซ้ำๆในประโยคเดิมๆ
  • สูญเสียการรับทราบสภาวะแวดล้อม ที่พบบ่อยที่สุดคือ การหลงวันเวลา
  • ความผิดปกติของการนอน คือ ง่วงนอนและหลับมากในช่วงกลางวัน แต่จะตื่นสับสนอยู่ไม่สุขในช่วงกลางคืน

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค

แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายปกติ แต่เนื่องจากเมื่อพบภาวะนี้จะต้องมีการหาสาเหตุด้วยเสมอ จึงต้องมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เป็นต้น โดยจะตรวจอะไรบ้างนั้นขึ้นกับวิจารณญานของแพทย์ ว่าซักประวัติและตรวจร่างกายคิดถึงสาเหตุก่อโรคใดบ้าง

แนวทางการดูแลรักษา

การรักษาหลักคือการค้นหาสาเหตุก่อโรค และแก้ไขที่ต้นเหตุ การรักษาควบคู่อื่นๆ ได้แก่

  • พูดคุยและแจ้งให้ผู้ป่วยทราบเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ ที่เป็นปัจจุบัน อาจจัดให้มีนาฬิกา ปฏิทิน เพื่อให้ผู้ป่วยรับรู้วันเวลาได้ด้วยตัวเอง
  • จัดสภาพแวดล้อมหรือจัดสถานที่พักให้เป็นสภาพที่ผู้ป่วยคุ้นเคย (ในกรณีที่สามารถทำได้)
  • มีแว่นตา หรือเครื่องช่วยฟัง เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็น ได้ยิน และรับทราบสถานการณ์รอบตัวได้มากขึ้น
  • หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดรุนแรง เช่น การปวดในโรคมะเร็ง หรือการปวดจากบาดแผลอุบัติเหตุ แพทย์จะพิจารณาให้ยาบรรเทาอาการปวด
  • การใช้ยาเพื่อควบคุมอาการวุ่นวาย กระสับกระส่าย ยาหลักๆที่ใช้ คือจิตเวชในกลุ่ม Haloperidol หรือ Quetiapine

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

อายุรแพทย์ระบบประสาท, กุมารแพทย์ ระบบประสาท กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี

ข้อควรระวัง

ภาวะเพ้อสันสนเฉียบพลัน เป็นภาวะผิดปกติจากการทำงานที่บกพร่องของสมองและจิตใจ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของร่างกายหรือจากยา ดังนั้นหากสงสัยภาวะนี้ควรมีการปรับสภาพแวดล้อมให้กับผู้ป่วย พยายามพูดคุยให้ผู้ป่วยรับรู้วันเวลา พยายามปรับการนอนของผู้ป่วยให้เป็นปกติ และควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุการเกิดโรคต่อไป การมัดตรึงผู้ป่วยจะเป็นการส่งเสริมให้อาการเพ้อสับสนเป็นมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง หากผู้ป่วยวุ่นวาย เสี่ยงต่อการตกเตียง อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยนอนบนฟูกที่ปูที่พื่้นแทนได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://med.mahidol.ac.th/fammed/th/palliativecare/knowledges/doctorpalliative8th#:~:text=ภาวะ%20delirium%20คือ%20ภาวะที่,หลับ%20ซึมเศร้า%20วิตกกังวล https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/15252-delirium