เมื่อไทยเข้าสู่ยุค "คนตายมากกว่าคนเกิด" ชวนเจาะลึกทางรอดด้วยนโยบายและเทคโนโลยี AI กับหมอโอ-นพ.โอฬาริก

เมื่อไทยเข้าสู่ยุค "คนตายมากกว่าคนเกิด" ชวนเจาะลึกทางรอดด้วยนโยบายและเทคโนโลยี AI กับหมอโอ-นพ.โอฬาริก

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ "วิกฤตประชากร" ที่มาเงียบๆ แต่รุนแรง ปี 2567 ที่ผ่านมา ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ลดฮวบเหลือเพียง 460,000 คน ต่ำที่สุดในรอบ 70 ปี และมีแนวโน้มจะต่ำลงไปอีก ในขณะที่ยุคหนึ่งเราเคยมีเด็กเกิดถึงปีละกว่า 1 ล้านคน

เครดิตภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือสัญญาณเตือนภัยระดับชาติ เมื่อ "อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าอัตราการเกิด" ติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ อีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะเหลือเพียง 33 ล้านคน หรือหายไปครึ่งประเทศ

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ (หมอโอ) สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอดีตผู้อำนวยการกองอนามัยมารดาและทารก ได้มาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงรากปัญหา และเสนอทางออกที่ไม่ได้มีแค่เรื่องการแพทย์ แต่รวมถึงเรื่องเทคโนโลยี และนโยบายของประเทศที่จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะพาไทยฝ่าวิกฤตนี้ไปได้

ทำไมคนไทยถึง "เฉย" กับวิกฤตระดับชาตินี้?

หมอโอชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ในขณะที่รัฐบาลและนักวิชาการตื่นตระหนก แต่ภาคประชาชนกลับรู้สึกเฉยๆ กับปัญหานี้ สาเหตุเพราะ

ไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น (Not Overnight Crisis) มันไม่ใช่วิกฤตที่ตื่นมาแล้วไม่มีข้าวกินทันที อย่างวิกฤตปากท้องคนจน แต่มันค่อยๆ กัดกร่อนโครงสร้างสังคม

แล้วเป็นวิกฤตของใคร? รัฐบาลมองว่าเป็นวิกฤตสำคัญ เพราะกลัว "ฐานภาษีหาย" ปัจจุบันคนเสียภาษีมีเพียง 4-5 ล้านคน หากคนกลุ่มนี้ลดลง การพัฒนาประเทศจะสะดุด แต่สำหรับประชาชนทั่วไป การไม่มีลูกคือการลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ดังนั้น การจะแก้ปัญหาจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากการขอความร่วมมือ เป็นการสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่เอื้อให้คนอยากมีลูกมากขึ้นเอง

เครดิตภาพจาก KResearch

ยุทธศาสตร์เจาะกลุ่ม “ลังเลที่จะมีลูก”

หมอโอแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน:

  • กลุ่มไม่อยากมี กลุ่มนี้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว นโยบายใดๆ ก็เปลี่ยนใจยาก
  • กลุ่มอยากมีแต่มียาก กลุ่มนี้ต้องใช้แพทย์ช่วย (ข่าวดีคือ สปสช. เริ่มให้สิทธิทำเด็กหลอดแก้วฟรีแล้วในปีนี้)
  • กลุ่มยังลังเล ก้ำกึ่ง นี่คือกลุ่มเป้าหมายหลัก พวกเขาลังเลเพราะความไม่พร้อม 3 ด้าน

ทางออกที่จะเจาะกลุ่มยังลังเล คือ การอัดฉีดนโยบาย 3 ด้าน (Money, Time, Care)

Money (เงิน)

ลำพังเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท หรือเงินสงเคราะห์ 1,000 บาท รวมถึงการลดหย่อนภาษีบุตรในปัจจุบัน "ยังน้อยเกินไป" เมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริง รัฐต้องกล้าลงทุนด้วย Tax Benefit ที่จูงใจกว่านี้ เหมือนโมเดลสิงคโปร์หรือยุโรป

Time (เวลา)

  • วันลาคลอด ขยับจาก 90 -> 98 -> 120 วัน แต่เป้าหมายสูงสุดคือ "1 ปี โดยต้องลาคลอด แต่ยังได้รับเงินเดือน" (รัฐและเอกชนควรช่วยกันจ่ายคนละครึ่ง) รวมถึงการลดหย่อนภาษีสำหรับองค์กรที่พนักงานมีลูก

  • Flexible Hours อีกนโยบายที่ควรมีคือเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น สำหรับพ่อแม่อาจจะต้องสามารถเข้างาน 10 โมง เลิกบ่าย 2 เพื่อรับส่งลูกได้ โดยยอมรับรายได้ที่ลดลงแลกกับเวลา นี่คือทางเลือกที่คนรุ่นใหม่ต้องการ
เครดิตภาพจาก GCC

Care (คนช่วยเลี้ยง)

Pain Point ใหญ่ที่สุดของคนเมืองคือ "ไม่มีคนช่วยเลี้ยง" หมอโอยกตัวอย่างโมเดลในญี่ปุ่น ที่บางจังหวัดอัตราการเกิดพุ่งสวนกระแส เพราะมีการสร้าง Nursery คุณภาพดี ใกล้สถานีรถไฟฟ้าและที่ทำงาน ทำให้พ่อแม่วางใจและกลับไปทำงานได้

FemTech และเทคโนโลยีที่จะช่วยลดปัญหามีลูกยาก

เมื่อธรรมชาติไม่เป็นใจ เทคโนโลยีจึงต้องเข้ามาแทรกแซง ตลาด FemTech (Female Technology) กำลังเติบโตมหาศาล

ฝั่งผู้ใช้งาน (Consumer Tech)

  • App Flo แอปพลิเคชันติดตามรอบเดือนที่มียอดดาวน์โหลดถึง 380 ล้านครั้ง สะท้อนว่าผู้หญิงใส่ใจข้อมูลสุขภาพตัวเองมาก

  • Wearable Devices: อุปกรณ์สวมใส่ที่วัดอุณหภูมิแกนกลางร่างกาย การวัดวันไข่ตกด้วยการนับวันแม่นยำแค่ 80% แต่การใช้อุปกรณ์ Wearable วัดอุณหภูมิร่างกาย (หรือใส่ในช่องคลอดเพื่อวัด Core Body Temperature) แม่นยำถึง 95% ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์มหาศาล

ฝั่งคลินิก (Clinical AI)

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ หมอโอยกตัวอย่างการใช้ AI เข้ามาลด Human Error

  1. AI Sperm Analysis: จากเดิมที่นักวิทย์ฯ ต้องส่องกล้องนับตัวอสุจิเอง (ซึ่งขึ้นกับประสบการณ์) ปัจจุบันใช้ AI วิเคราะห์จำนวน รูปร่าง และการเคลื่อนไหวได้แม่นยำในไม่กี่วินาที
  1. AI Egg Counting: ช่วยนับจำนวนและวัดขนาดฟองไข่ แทนการวัดมือ
  2. AI in Surgery: ยกตัวอย่างโรงพยาบาลนวัตกรรมในญี่ปุ่น ที่ใช้ AI ช่วยแพทย์ผ่าตัด โดยระบบจะ Highlight อวัยวะสำคัญ (เช่น ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ) แบบ Real-time บนหน้าจอ เพื่อป้องกันการตัดผิดพลาด


Business Model Innovation นวัตกรรมโมเดลธุรกิจ

หมอโอเน้นย้ำว่า นวัตกรรมไม่ได้มีแค่ "เครื่องมือแพทย์" แต่รวมถึง "วิธีการทำธุรกิจ" ที่ช่วยให้คนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น:

  • Financial Lending (การปล่อยกู้เพื่อรักษามีลูกยาก) ในต่างประเทศมีบริการให้กู้เงินเพื่อทำ IVF เพราะ "นาฬิกาชีวภาพของผู้หญิงรอไม่ได้" ผู้หญิงวัย 30 ปลายๆ ที่ยังเก็บเงินไม่พอ สามารถกู้เงินมารักษาไข่ไว้ก่อน แล้วผ่อนจ่ายทีหลัง
  • Supply Chain Management: การรวมศูนย์สั่งซื้อยา (Central Supply) เพื่อลดต้นทุนยา ทำให้คลินิกสามารถลดราคาค่ารักษาลงได้ ขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มคนรวยสู่คนชั้นกลาง (Mass Market)

Vision 2030: ไทยจะก้าวสู่การเป็น Medical Hub ระดับโลก

ไทยมีจุดแข็งเรื่องบริการที่ "ถูก เร็ว ดี" อยู่แล้ว แต่จะไปให้ไกลกว่านั้น อาจต้องปลดล็อกด้วย "กฎหมาย"

โอกาสจากสมรสเท่าเทียม (Marriage Equality) หมอโอมองว่านี่คือโอกาสทอง หากไทยแก้กฎหมายให้รองรับ "การมีบุตรของคู่รัก LGBTQ+" (เช่น ให้คู่เกย์สามารถใช้อุ้มบุญ หรือคู่เลสเบี้ยนใช้ธนาคารอสุจิได้) ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของโลกทันที เพราะประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งยังติดล็อกกฎหมายนี้ หรือมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าไทยหลายเท่า

อนาคตของการเลือกพันธุกรรม (Genetic Selection) ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะไปถึงขั้นการสร้างสเปิร์ม/ไข่จากเซลล์ผิวหนัง และการคัดกรองพันธุกรรมเพื่อป้องกันโรค ซึ่งไทยมีศักยภาพที่จะรองรับตลาด High-End กลุ่มนี้ได้


คำแนะนำสำหรับ Startup และผู้สร้างนวัตกรรม

หมอโอทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับคนไทยที่อยากเข้าสู่วงการ HealthTech

"อย่าแข่งทำต้นน้ำ แต่จงเป็นเจ้าตลาดกลางน้ำ และโดดเด่นปลายน้ำ"

  • ต้นน้ำ (Upstream): การวิจัยยาใหม่หรือเทคโนโลยีขั้นสูง ต้องใช้ทุนและเวลามหาศาล ไทยยังเสียเปรียบต่างชาติ ในเรื่องทุนวิจัย บุคลากร และอื่นๆ
  • กลางน้ำ (Midstream): "นี่คือจุดที่ไทยควรเล่น" คือการนำ Deep Tech ของโลก มาประยุกต์ (Apply) ให้เข้ากับบริบทไทยและเอเชีย เช่น การทำ Software, Platform หรือ Device ที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่
  • เสริมไอเดียธุรกิจที่ตลาดยังว่าง หมอโอเสนอให้ทำ "Quora ด้านสุขภาพของไทย" แพลตฟอร์มถาม-ตอบปัญหาสุขภาพที่รวบรวมคำตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อแก้ปัญหา Fake News และข้อมูลกระจัดกระจาย

บทสรุป วิกฤตประชากรครั้งนี้ คือระเบิดเวลาลูกใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ที่มองเห็นช่องทาง ทั้งในแง่การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม และการสร้างธุรกิจ New S-Curve จากเทคโนโลยีการแพทย์แห่งอนาคต

บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์เท่านั้น ในคลิปเต็ม นพ.โอฬาริก ยังได้เจาะลึกถึง 'Business Model ใหม่ของการปล่อยกู้เพื่อการมีบุตร' และ 'กลยุทธ์ Midstream สำหรับ Startup ไทย'

ร่วมหาคำตอบทางรอดของโครงสร้างประชากรไทย และโอกาสใหม่ในธุรกิจ Healthcare ไปพร้อมกัน 👉 คลิกดูรายการเต็ม The Health Visionary ได้ที่นี่