ไส้เลื่อนขาหนีบ (Uncomplicated inguinal hernia)
ได้ยินบ่อย แต่ไม่รู้คืออะไร ไส้เลื่อนขาหนีบคืออะไร..?
ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค
ไส้เลื่อน (Hernia) คือ ภาวะที่ลำไส้เคลื่อนตัวออกมาจากตำแหน่งเดิม และทำให้เห็นเป็นลักษณะคล้ายก้อนตุง ซึ่งเกิดจากความอ่อนแอของผนังช่องท้องที่มีมาแต่กำเนิด หรือ เกิดภายหลัง เช่น จากการผ่าตัด ภาวะแรงดันที่มากผิดปกติภายในช่องท้อง เนื่องจากสาเหตุต่างๆ อาทิ เบ่งจากภาวะท้องผูก การไอหรือจาม การยกของหนัก โดยภาวะไส้เลื่อนสามารถแบ่งออกเป็นประเภทตามบริเวณตำแหน่งการเกิดโรคที่พบได้บ่อยดังนี้
- ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal hernias) เป็นภาวะไส้เลื่อนซึ่งเกิดจากความผิดปกติของผนังช่องท้องตั้งแต่กำเนิด โดยลำไส้เคลื่อนมาติดคาที่บริเวณขาหนีบ หรือถุงอัณฑะ อาการไส้เลื่อนที่ขาหนีบมักมาพร้อมกับอาการปวดหน่วง ๆ หรือ อาการปวดแสบปวดร้อน และจะยิ่งปวดมากขึ้นหรือเห็นได้ชัดหากออกกำลังกาย หรือ เกิดอาการ ไอ จาม
- ไส้เลื่อนบริเวณสะดือ (Umbilical hernias) คือ ภาวะที่ลำไส้เคลื่อนตัวออกมาตุงที่บริเวณกลางหน้าท้อง ทำให้เห็นลักษณะเป็นก้อนนูนบริเวณสะดือ
- ไส้เลื่อนเนื่องจากการผ่าตัด (Incisional hernias) เป็นภาวะไส้เลื่อนที่อาจเกิดขึ้นหากผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดที่บริเวณช่องท้องมาก่อนทำให้เกิดความอ่อนแอของผนังหน้าท้องในบางกรณี
- ไส้เลื่อนบริเวณต่ำกว่าขาหนีบ (Femoral hernias) โอกาสในการเกิดไส้เลื่อนในบริเวณนี้จะน้อยกว่าบริเวณขาหนีบ เกิดอาการปวดบริเวณต้นขา และอาจมีอาการปวดที่ขาหนีบร่วมด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีภาวะไส้เลื่อนบริเวณอื่น ๆ ที่สามารถพบได้ เช่น ไส้เลื่อนบริเวณกระบังลม ไส้เลื่อนบริเวณหน้าท้องเหนือสะดือ หรือไส้เลื่อนบริเวณข้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งก็เกิดจากความอ่อนแอของผนังช่องท้องเช่นกัน
อาการของโรค
อาการหลักของโรคไส้เลื่อน คือ คลำพบก้อนนูนในบริเวณที่เกิดโรค เช่น ในกรณีของผู้ป่วยไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ จะมีก้อนนูนด้านใดด้านหนึ่งของกระดูกเชิงกรานหรือขาหนีบ และ ถ้านอนลงจะสามารถดันให้กลับเข้าไปในช่องท้องได้ ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดบริเวณก้อนโดยเฉพาะขณะก้มตัว ยกสิ่งของ และไอจาม หรือ มีอาการอัณฑะบวมและปวด
แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค
แพทย์วินิจฉัยโรคไส้เลื่อน จากการตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยจะตรวจทั้งในท่านอน ท่ายืน และให้ผู้ป่วยออกแรงเบ่ง ซึ่งการวินิจฉัยจะทำได้ไม่ยาก สิ่งที่สำคัญคือ การให้การวินิจฉัยว่าไส้เลื่อนที่ตรวจ พบเกิดภาวะติดคาขึ้นหรือไม่ รวมทั้งไส้เลื่อนที่ติดคาเกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงหรือยัง โดยอาศัยจากอาการและการตรวจร่างกายร่วมกัน ในกรณีที่ไม่แน่ใจในการวินิจฉัยว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นไส้เลื่อนหรือไม่อาจใช้การตรวจอัลตราซาวด์ช่วยในการตรวจวินิจฉัยสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน ซึ่งมักคลำไม่ได้ก้อน แต่จะมีอาการของลำไส้อุดตันเป็นๆ หายๆ
แนวทางการดูแลรักษา
วิธีหลักในการรักษาโรคไส้เลื่อนคือ การผ่าตัด โดยความเร่งด่วนในการรักษาขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนนูน และ อาการของผู้ป่วยว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ในรายที่ก้อนมีขนาดเล็ก และ ผู้ป่วยไม่มีอาการ อาจแนะนำให้เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนโดยยังไม่จำเป็นต้องรีบผ่าตัด ในกรณีที่ไส้เลื่อนมีขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มมีอาการจากไส้เลื่อน จะแนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจตามมา โดยการผ่าตัดสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
- การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (open surgery) โดยแพทย์จะทำการผ่าบริเวณที่มีก้อนนูนเพื่อดันส่วนที่เคลื่อนออกมาให้กลับเข้าไปยังตำแหน่งเดิม แล้วเย็บซ่อมจุดที่อ่อนแอพร้อมใส่ตาข่ายทางการแพทย์ (surgical mesh) เพื่อเสริมความแข็งแรง แล้วจึงเย็บปิดแผล
- การผ่าตัดแบบแผลเล็กด้วยวิธีการผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopic surgery) โดยจะทำผ่านรูเล็กๆ ที่เจาะเข้าทางหน้าท้อง และทำการซ่อมแซมไส้เลื่อน
แพทย์เฉพาะทางแนะนำ
ศัลยแพทย์, ศัลยแพทย์เด็ก กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี
ข้อควรระวัง
สำหรับอาการที่ผู้ป่วยไส้เลื่อนต้องมาพบแพทย์ทันที ได้แก่
- ปวดบริเวณที่เป็นไส้เลื่อน
- ไม่สามารถดันก้อนนูนกลับเข้าไปในช่องท้องได้
- ปวดท้อง ท้องอืด ไม่อุจจาระ ไม่ผายลม
- คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไส้เลื่อนติดคาไม่สามารถดันกลับเข้าไปในช่องท้องได้ (incarcerated hernia) หรือภาวะลำไส้ขาดเลือดและเน่าตาย (strangulated hernia) หรือภาวะลำไส้อุดตัน (bowel obstruction) ซึ่งเป็นภาวะที่อาหารหรืออุจจาระไม่สามารถเคลื่อนผ่านลำไส้ไปได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับการผ่าตัดรักษาฉุกเฉิน
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/news_files/456_49_1.pdf