จ้องคอมนานๆตาบอดได้เลยหรือเปล่า..? มาทำความรู้จัก 3 โรคฮิต ของวัยรุ่นติดจอ !
ในยุคที่เราทุกคนต่างใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์ ในการทำหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือแม้แต่การซื้อของ ทำให้เราต้องใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้แทบจะเกินครึ่งวันเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเราทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่าการจ้องจอนานๆเนี่ย มันมีผลเสียอย่างมาก แต่หลายๆครั้งเราก็เลือกที่จะมองข้ามมันอยู่ดี
วันนี้ Agnos จะพามาทำความรู้จักกับ 3 โรคยอดฮิตของคนติดจอ
โรคแรกที่อาจฟังดูไม่คุ้นดูมากนัก คือ
1. โรค CVS หรือคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome)
มีการศึกษาพบว่าประมาณ 90% ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลานาน อาจมีอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม คืออะไร ?
เป็นภาวะที่เกิดจากการจ้องจอ หรืออุปกรณ์ดิจิทัลใดๆ เป็นเวลานานเกินไป รวมถึงใกล้เกินไป อาจทำให้เกิดอาการตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง ระคายเคือง ปวดตา รวมไปถึงปวดหัวและไหล่ด้วย
ถึงแม้ในตอนนี้จะยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า CVS ส่งผลระยะยาวหรือไม่กับดวงตาของเรา แต่อาจเสี่ยงอาการเหล่านี้ได้
- ตาล้า ตาพร่า
- ระคายเคืองตา
- ตาแห้ง ตาแดง
- มองเห็นภาพซ้อน
- การมองเห็นสีเปลี่ยนไป
- ตาปรับโฟกัสได้ช้าลง
- ปวดหัว
- ปวดคอหรือปวดหลัง
โดยอาการเหล่านี้จะเป็นเมื่อผู้ป่วยจ้องจอเป็นเวลาสองถึงสามชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพักสายตา
ความเสี่ยงต่อภาวะ CVS นั้นจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามอายุด้วย เนื่องจากเลนส์แก้วตาของคนเราจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง และสูญเสียความยืดหยุ่นเมื่อเวลาผ่านไป โดยอาจจะเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 40 ปี และถ้าผู้ป่วยมีปัญหาทางสายตาอยู่แล้ว เช่น สายตาสั้น สายตาเอียง หรือมีความผิดปกติของสายตา แต่ไม่ยอมใส่แว่น หรือไม่ทำตามหลักการใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องก็เสี่ยงเกิดภาวะ CVS ได้มากกว่าคนทั่วไปเช่นกัน
แล้วสิ่งเหล่านี้ สามารถป้องกันได้หรือไม่?
แน่นอนว่า คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม นั่นสามารถป้องกันได้
- ควรพักสายตาทุก 20 นาที ด้วยการมองไปที่ไกลๆจากหน้าจอเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
- ตั้งจอคอมพิวเตอร์ห่างจากตาอย่างน้อย 50-60 เซนติเมตร
- ปรับมุมของจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 14-20 องศา เพื่อลดแสงสะท้อน
- ใช้ผลิตภัณฑ์ อย่าง แว่นตากรองแสง หรือหน้าจอที่ช่วยลดแสงสะท้อน
- ปรับความสว่างของจอ และห้องให้เหมาะสม
- กะพริบตาถี่ขึ้น ประมาณ 10-15 ครั้งต่อนาที โดยต้องกะพริบตาให้เปลือกตาปิดสนิท
เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าการจ้องอุปกรณ์ดิจิทัล เสี่ยงทำให้ตาแห้งและระคายเคือง เนื่องจากการจ้องหรืออ่านหนังสือบนจอดิจิทัล อาจทำให้เรากระพิบตาน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่ง (ปกติ 10-15 ครั้งต่อนาที) จนอาจทำให้น้ำตามาเลี้ยงดวงตาไม่มากพอ จนทำให้เกิดอาการตาแห้งนั่นเอง
แล้วเราต้องไปหาหมอเลย หรือเปล่า..?
อาการของคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม นั้นมักไม่ส่งผลร้ายแรงอะไรในระยะยาว แต่อาจรบกวนชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการล้าที่ตา ตาพร่า ปวดหัว หรืออาจทำให้รู้สึกเหนื่อยและไม่ค่อยมีสมาธิ ซึ่งแน่นอนว่าอาจส่งผลถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง
2. ต้อหิน (glaucoma)

ถึงแม้เราจะได้ยินอยู่บ่อยๆ แต่หลายๆคนอาจจะยังไม่ค่อยแน่ใจมากนักว่า ต้อหินคืออะไร หรือเกิดจากอะไรกันแน่..?
ต้อหินคืออะไร ?
ต้อหิน คือ โรคของดวงตาที่มีความเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของเส้นประสาทตา ส่วนใหญ่เกิดจากความดันในลูกตาสูง จนทำให้เกิดการกดทับขั้วประสาทตา จนทำลายประสาทตา
อาการต้อหินเป็นยังไง?
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้อหินค่อนข้างอันตราย เพราะต้อหินอาจไม่มีสัญญาณเตือนใดๆเลยในช่วงระยะแรกๆ หรือสัญญาณเตือนให้ผู้ป่วยรู้ล่วงหน้า
โดยต้อหินอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด
- ต้อหินมุมเปิด (Open-Angle Glaucoma)
- ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma)
ต้อหินมุมเปิด เป็นต้อหินที่พบได้บ่อย และมักจะไม่แสดงอาการใดๆเลยในช่วงระยะแรก แต่เส้นประสาทตาจะค่อยๆเสื่อมไป โดยผู้ป่วยอาจค่อยๆสูญเสียการมองเห็นอย่างช้าๆ ตาของผู้ป่วยอาจมีความมัว เหมือนมีหมอกมาบังทางด้านข้างๆ
อาจใช้ระยะเวลานานหลายปีในการสูญเสียการมองเห็น หรือ ตาบอดในที่สุด
ต้อหินมุมปิด อาจพบได้น้อยกว่า แต่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ป่วยอาจมี
- อาการปวดตา
- ตาแดง
- เมื่อมองดวงไฟ อาจเห็นแสงสีรุ้งรอบๆ
- คลื่นไส้ อาเจียน
แต่ต้อหินชนิดนี้ สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยมารักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
การรักษาและการป้องกัน “โรคต้อหิน”
ในสมัยนี้การรักษาต้อหินทำได้หลายวิธี โดยมุ่งเน้นไปที่การลดความดันของลูกตา เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เส้นประสาทตาของเราเสื่อมและเสียหาย
โดยวิธีที่รักษาอาจมีตั้งแต่ การใช้ยาหยอดตา การกินยา การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ และการผ่าตัดอื่นๆ โดยวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค
การป้องกัน
การป้องกันโรคต้อหินอาจจะยังไม่มีวิธีที่แน่ชัดมากนัก แต่สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรจะตรวจสุขภาพตาและตรวจต้อหิน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับตา อาจต้องตรวจบ่อยขึ้น
โดยสรุปต้อหินหากไม่ได้รับการรักษาได้ทันท่วงที อาจทำให้ตาบอดได้
3. โรคตาแห้ง Dry Eye Syndrome (DES)

โรคนี้ก็ตรงกับชื่อเลย โดยตาของเราจะรู้สึกแห้ง อาจทำให้เกิดอาการล้าและอาการระคายเคืองได้ และหากปล่อยทิ้งไว้นานๆจนตาแห้งมากๆ อาจทำให้เกิดอาการตาแดง มีการอักเสบของเยื่อตา และกระจกตาเป็นแผลถลอกได้
สาเหตุของโรคตาแห้ง
นอกจากการที่เราจ้องจอนานๆ กระพริบตาน้อยลง หรือปัจจัยจากพฤติกรรมแล้วเนี่ย โรคตาแห้งจะมี 3 สาเหตุหลักๆอื่น คือ
1.เกิดจากโรคที่ทำให้ต่อมน้ำตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ เช่น กลุ่มอาการ Sjogren’s syndrome
2.เกิดจากโรคที่ทำให้น้ำตาระเหยออกจากตาเร็วเกินไป เช่น เป็นโรคเปลือกตาอักเสบ มีต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน เป็นภูมิแพ้ ใส่คอนแทคเลนส์
3.ปัจจัยเกี่ยวกับอายุที่มากขึ้น, เพศหญิง (พบได้บ่อยกว่าเพศชาย), การอยู่ในสภาพอากาศที่แห้ง มีลมพัดแรง
4.การใช้ยาบางชนิดก็มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ เช่น ยาแก้ภูมิแพ้
การดูแลโรคตาแห้ง
เช่นเดียวกับโรคที่เกี่ยวข้องกับการจ้องจออื่นๆ การพักทุกๆ 20 นาที และจ้องไปที่ๆไม่ใช่จอ 20 วินาที และกระพริบตาบ่อยๆ
หากมีอาการโรคเปลือกตาอักเสบ ควรหมั่นทำความสะอาดตามคำแนะนำของแพทย์ หรือเราอาจจะใช้ตัวช่วยสุดฮิตอย่าง น้ำตาเทียมในการช่วยให้ตาชุ่มชื้น
แล้วโรคตาแห้งถึงขั้นตาบอดเลยหรือเปล่า?
ถึงแม้โรคตาแห้งอาจไม่ได้ทำให้เราตาบอด หรือส่งผลร้ายแรงอะไรกับเรา แต่อาจสร้างความรำคาญให้ชีวิตประจำวันของเราได้ไม่นอน ไม่ว่าจะเป็นการระคายเคือง ตาแห้ง หรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นในตา
โดยวิธีรักษาและการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง และหากมีอาการผิดปกติใดๆควรรีบมาพบแพทย์ หรือใช้แอปพลิเคชั่น Agnos วิเคราะห์อาการเบื้องต้น
นอกจากนี้ควรตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง อีกด้วย โดยทาง Agnos มีบริการตรวจสุขภาพครบวงจร สามารถเลือกรายการที่ต้องการในราคาที่จับต้องได้อีกด้วย !
อ้างอิง
https://www.bangkokhospital.com/content/eye-diseases-risk
https://www.pobpad.com
https://chulalongkornhospital.go.th
https://www.bangkokhospital.com/content/computer-vision-syndrome
https://www.sikarin.com/health
https://www.phyathai.com/article_detail
https://theworldmedicalcenter.com/th/new_site/health_article
https://www.inz-clinic.com/content