5 คำถามยอดฮิต เรื่องยาคุม

5 คำถามยอดฮิต เรื่องยาคุม

การเลือกยาคุม คงจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องท้าทายสำหรับทุกๆวัยไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม เพราะว่ายาคุมเนี่ย มีหลายแบบซะเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นแบบ 21 24 หรือ 28 เม็ด รวมถึงแบบฉุกเฉินหรือไม่ฉุกเฉินอีก เยอะจนเลือกไม่ถูก…

นอกจากนี้แต่ละคน ก็มีจุดมุ่งหมายในการใช้ยาคุมที่ไม่เหมือนกัน แล้ว…เราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าเราจะเลือกยาคุมถูกตามที่เราต้องการ

วันนี้ Agnos จะพามาไขข้อสงสัย กับ “5 คำถามยอดฮิตเรื่องของยาคุม” กัน

เรามาเริ่มกันที่คำถามง่ายๆอย่าง

1.  ยาคุมมีกี่ชนิด ?

ยาคุมแบบกินมีทั้งหมด 3 ชนิด

  • ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
  • ยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
  • ยาคุมฮอร์โมนรวม

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าต้องใช้ตัวไหน ?

เรามาต่อกับคำถามที่สองกันเลยว่า…

2. ยาคุมแต่ละชนิดต่างกันยังไงบ้าง?

(2.1) ยาคุมกำเนิดชนิดฉุกเฉิน (emergency contraceptive pills)

วิธีการกินและข้อควรระวังของยาคุมฉุกเฉิน

  • ต้องกินภายใน 72 ชม. หรือ 3 วัน
  • กินเม็ดที่ 2 หลังจากเม็ดที่ 1  ห่างกัน 12 ชม.
  • ไม่ควรกินเกิน 4 เม็ด หรือ2 แผงภายในรอบเดือนเดียว เพราะอาจทำให้ฮอร์โมนผิดปกติได้
  • สามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้พร้อมกัน 2 เม็ด แบบไม่ต้องแบ่งกิน โดยที่ประสิทธิภาพจะไม่ได้ต่างจากการแบ่งกิน แต่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนได้

ประสิทธิภาพการคุมกำเนิด : เกือบ 90%

ยาคุมฉุกเฉินมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง…?

ผลข้างเคียงอาจขึ้นอยู่กับฮอร์โมนของแต่ละคน อาจมีอาการ

  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย
  • คัดตึงเต้านม

***หากประจำเดือนไม่มาภายใน 1 อาทิตย์ ควรตรวจว่าตั้งครรภ์หรือเปล่า

(2.2) ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว(Progestogen-only pills / POP)

ยาคุมแบบรายเดือนที่ตัวเม็ดยาจะมีฮอร์โมนโปรเจสติน   (Progestin) เพียงอย่างเดียว หรือที่หลายๆคนรู้จักกันในนาม “ยาคุมสำหรับคุณแม่ที่ต้องให้นมลูก” เนื่องจากผู้ที่ต้องให้นมลูกน้อย สามารถกินยาคุมชนิดนี้ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการให้นมนั่นเอง

โดย 1 แผงจะมี 28 เม็ด ในบางยี่ห้ออาจมีถึง 35 เม็ด และสามารถกินได้ทุกวัน(เวลาเดิม)โดยไม่ต้องหยุด

โปรเจสติน คืออะไร..เคยได้ยินแต่ ‘โปรเจสเตอโรน’ ?


โปรเจสเตอโรน VS โปรเจสติน                                

โปรเจสเตอโรนจะเป็นฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่โปรเจสตินจะเป็นสารเคมีที่เลียนแบบฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนนั่นเอง

ประสิทธิภาพการคุมกำเนิด : เกือบ 90 - 97%

ผลข้างเคียงและข้อเสียของยาคุมกำเนิดฮอร์โมนเดี่ยว

หนึ่งในข้อเสียหลักของยาคุมชนิดนี้คือ อาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม และหากลืมกินยาคุมชนิดนี้ อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย

ผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดอาการ

  • ปวดหัว
  • เจ็บหน้าอก
  • น้ำหนักขึ้น

(2.3) ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined pills)

เป็นที่นิยมมากที่สุดในเหล่าบรรดายาคุมชนิดกินทั้งหลาย โดยตัวยาจะมีทั้งฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจน (Estrogen) และกลุ่มโปรเจสเตอโรน (Progestins)

โดยทั่วไปจะมีแบบ 21 และ 28 เม็ด

แล้วแบบ 21 ต่างจากแบบ 28 เม็ดยังไงกัน..?

ยาคุมฮอร์โมนรวมแบบ 21 เม็ด จะเป็นยาคุมที่ทุกเม็ดเป็นตัวยาหมด กินทุกวัน วันละ 1 เม็ด เวลาเดิมจนหมดแผง แล้วหยุด 7 วัน ก่อนเริ่มกินแผงใหม่นั่นเอง

ยาคุมฮอร์โมนรวมแบบ 28 เม็ด ส่วนมากจะเป็นตัวยา 21 เม็ด และไม่มีตัวยา (เม็ดแป้ง) อีก 7 เม็ด หรือที่เรียกว่า 21/7เม็ด กินทุกวัน วันละ 1 เม็ด เวลาเดิมจนหมดแผง และสามารถขึ้นแผงใหม่ต่อเนื่องกันได้เลย

ตัวเม็ดแป้งนั้น จะมีลักษณะรูปร่างและสีที่ต่างจากตัวยา ในช่วงที่กินเม็ดแป้งไปประมาณ 1-3 วัน อาจเริ่มมีประจำเดือนมา

ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวมแบบ 28 เม็ด อาจมีแบบ 24/4 คือมีตัวยา 24เม็ดและไม่มีตัวยาอีก 4เม็ด


ผลข้างเคียงของการกินยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

อาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนของคนนั้นๆ โดยอาการส่วนมากที่พบ คือ

  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • คัดตึงเต้านม
  • ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย
  • ปวดหัว
  • ตัวบวมน้ำ
  • มีเลือดออกเล็กน้อย คล้ายประจำเดือน
  • อาจมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด

หากมีอาการกังวลใจใดๆ สามารถใช้แอปพลิเคชัน Agnos เพื่อวิเคราะห์อาการเบื้องต้นก่อนได้ เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่นๆได้ นอกเหนือจากผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด

สามารถเช็กอาการได้ ฟรี 24ชม. ได้ที่ Agnos


ต้องเริ่มกินยาคุมเมื่อไหร่..?

สำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ควรเริ่มกินภายใน 5 วันหลังจากประจำเดือนมา ประสิทธิภาพของยาก็จะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันทีถึง 99%

สำหรับยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม ควรเริ่มกินหลังจากวันที่ 5 ของประจำเดือน โดยในช่วง 7 วันแรกของการกินยาคุม ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน


3. ลืมกินยาคุม..ทำยังไงดี?

  • ยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว

หากลืมกินยาคุมเดี่ยว เป็นเวลามากกว่า 12 ชม. ควรจะรีบกินทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ และกินเม็ดต่อไปตามเวลาปกติที่เรากิน

ควรใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน หรืองดมีเพศสัมพันธ์ หลังกินยาเม็ดที่ลืมไป 48 ชม.

  • ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม

หากลืมกินเม็ดแป้ง ก็ไม่เป็นไร ให้ทิ้งเม็ดที่ลืมกินและกินเม็ดถัดไปตามเดิมปกติในวันถัดไปได้เลย

แต่หากลืมเป็นกินเม็ดตัวยา อันดับแรกต้องดูปริมาณยา Ethinylestradiol ก่อน

***Ethinylestradiol คือตัวยาที่อยู่ในยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

1. ลืมกินยาคุมที่มีปริมาณยา Ethinylestradiol 30-35 ไมโครกรัม 1-2 เม็ด หรือ ปริมาณยา Ethinylestradiol 20 ไมโครกรัม 1 เม็ด

หากลืม 1 เม็ด ควรรีบกินทันทีที่นึกได้ และกินยาเม็ดถัดไปตามวันเวลาปกติ

หากลืมกิน 2 เม็ด (เฉพาะ Ethinylestradiol 30-35 ไมโครกรัม) ควรรีบกินทันที 1 เม็ด อีกเม็ดที่เหลือสามารถทิ้งไปได้และกินยาเม็ดถัดไปตามวันเวลาปกติ

2. ลืมกินยาคุมที่มีปริมาณยา Ethinylestradiol 30-35 ไมโครกรัม 3 เม็ดขึ้นไป หรือ Ethinylestradiol 20 ไมโครกรัม 2 เม็ด

ให้กินทันทีที่นึกขึ้นได้ อีกเม็ดที่เหลือสามารถทิ้งไปได้และกินยาเม็ดถัดไปตามวันเวลาปกติ

***ต้องใช้ถุงยางอนามัย จนกว่าจะกินยาคุมที่มีตัวยาฮอร์โมนครบ 7 วัน


4. กินยาคุมทำให้เป็น ‘มะเร็งเต้านม’ จริงมั้ย

ถ้าถามว่าทำให้เป็นมั้ย คำตอบคือ ‘ไม่’

กินยาคุมไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งเต้านม แต่อาจ ‘เพิ่มความเสี่ยง’ ในการเป็นมะเร็งเต้านมได้

เพราะฉะนั้นผู้ที่ใช้ยาคุมเป็นประจำ ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ

โดยทาง Agnos เอง มีโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และโปรแกรมตรวจสุขภาพอื่นๆมากกว่า 40 รายการ พร้อมโปรโมชั่นมากมาย ส่งตรงจากแล็บ มาตราฐานเทียบเท่าโรงพยาบาลชั้นนำ !

หากใครสนใจ สามารถจองผ่าน line @agnos ได้ หรือทางเฟซบุ๊ก Agnos Health ได้เลย !


5. ใครบ้างที่ไม่ควรกินยาคุม ?

นอกจากคนท้อง หรือคนที่สงสัยว่าตัวเองกำลังท้องแล้ว มีใครบ้างที่ไม่ควรกิน เรามาดูกัน !

  • ผู้ที่ยังไม่เคยมีประจำเดือน และผู้สูงอายุที่หมดประจำเดือนแล้ว
  • ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดใหญ่มา
  • ผู้ที่มีโรคมะเร็ง
  • ผู้ที่มีโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่การทำงานของไตผิดปกติ
  • ผู้ที่มี หรือเคยมีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่มี หรือเคยมีอาการหัวใจวาย
  • ผู้ที่มีเลือดออกในช่องคลอดอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด เนื่องจากอาจมีอาการเสี่ยงต่างๆ เช่น ความดันสูง

***นี่เป็นเพียงผู้ที่มีไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเท่านั้น ควรปรึกษาเภสัชหรือแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ


นอกจากยาคุมกำเนิดแล้ว…เรามีตัวเลือกอื่นอีกมั้ย ?

การแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้ากว่าก่อนมาก นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีวิธีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบถาวรและแบบชั่วคราวอีกด้วย

  • การทำหมัน

สำหรับทั้งเพศหญิงและชาย ที่มั่นใจแล้วว่า ไม่ต้องการจะมีลูกหรือมีลูกเพียงพอแล้ว การคุมกำเนิดวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ไม่มีผลข้างเคียงของฮอร์โมน หรือสุขภาพใดๆ นับได้ว่าปลอดภัยที่สุดอีกด้วย

ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด : 99%

  • การฉีดยาคุมกำเนิด (ในผู้หญิง)

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด แพทย์อาจนัดฉีดทุกๆ 3 เดือน เหมาะสำหรับสาวๆที่ต้องการจะคุมกำเนิดในระยะยาว

ผลข้างเคียงอาจจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน เช่น บางคนอาจมีน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย หรือบางคนอาจเป็นสิว

ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด : 91-99%

  • การฉีดยาคุมกำเนิด (ในผู้ชาย)

ณ มีตัวยาที่สามารถใช้ได้ แต่ยังมีประสิทธิภาพไม่ดีพอ ทำให้ไม่ได้มีการใช้จริงในปัจจุบัน และอยู่ในขั้นตอนการพัฒนานั่นเอง

  • การใส่ห่วงทองแดงคุมกำเนิด

หลายๆคนอาจไม่ค่อยคุ้นกับวิธีนี้นัก โดยวิธีคือการนำห่วงทองแดงไปใส่ในโพรงมดลูก จะเหลือสายของตัวห่วงทองแดงออกมาประมาณ 2-3 เซนติเมตร จึงต้องคอยเช็กสายห่วงเป็นระยะๆ

อายุของห่วงทองแดงจะอยู่ที่ 3-5 ปี และข้อดีของเจ้าห่วงนี้คือ จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆเลยกับร่างกายหรือฮอร์โมนของเรา

แต่ข้อเสียของเจ้าห่วงนี้คือ อาจต้องเช็กสายของมันอย่างสม่ำเสมอด้วยตัวเอง หรือต้องมาตามนัดแพทย์เพื่อตรวจเช็ก

ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด : 99%

  • การฝังยาคุม

การฝังยาคุมในช่วงหลังนี้มา อาจเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น โดยแพทย์จะฝังยาคุมกำเนิดหลอดเล็กๆ ประมาณ 1-2 หลอด ลงไปประมาณ 3 เซนติเมตรใต้ท้องแขนของเรา

อายุการใช้งานของการฝังยาคุมอยู่ที่ 3-5 ปี แล้วแต่ชนิดของยา โดยที่อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย

ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด : 99%

  • การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด

ถึงแม้อาจจะยังไม่ได้นิยมเท่ากับการฝังยาคุม แต่บางคนอาจเคยได้ยินมาอยู่บ้าง

วิธีการใช้คือนำแผ่นแปะไปแปะที่บริเวณหน้าท้องน้อย สะโพก ต้นแขน แผ่นหลังส่วนบน และจะต้องเปลี่ยนทุกๆอาทิตย์ เป็นเวลา 3 อาทิตย์ และอาทิตย์ที่เหลือจะไม่ต้องแปะแผ่นยา (จะเป็นช่วงที่ประจำเดือนมา)

อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น รู้สึกคันบริเวณแผ่นแปะ ไม่สบายตัว และอาจต้องหมั่นเช็กว่าแผ่นหลุดหรือเปล่า

ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด : 91-99%

แน่นอนว่าการป้องกันการตั้งครรภ์แบบไม่ต้องการ หรือการใช้ยาเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน เป็นสิ่งที่ปกติ แต่ก่อนที่เราจะใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

โดยหากใครต้องการที่จะปรึกษาแพทย์ หรือเภสัช แต่ก็ไม่มีเวลาหรือไม่อยากเดินทางให้ลำบาก  สามารถแชทปรึกษาแพทย์พร้อมกดสั่งยาผ่านทางแอปพลิเคชัน Agnos ได้เลย !

หากใครสนใจ ไม่ว่าจะเช็กอาการด้วย AI ฟรี โปรแกรมตรวจสุขภาพ ปรึกษาแพทย์หรือส่งยา สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Agnos ไว้ก่อน มีติดเครื่องสบายใจกว่า ได้ที่ Onelink


อ้างอิง : https://www.phyathai.com/article_detail/

https://www.paolohospital.com/th-TH/center/Article/Details

https://www.samitivejhospitals.com/th/article

https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Birth_control_pill

https://www.rama.mahidol.ac.th/rama_hospital/th/services/knowledge/10282020-1024

https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/644

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/how-to-use-birth-control-pills/

https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/birth-control

https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/417

https://www.healthline.com/health/womens-health/progestin-vs-progesterone#similarity

https://www.pobpad.com

http://www.thaiinterhospital.com/blog/