5 โรคที่สาววัย 30 ต้องระวัง !
สาวๆที่เข้าวัย 30 เนี่ยจริงๆแล้ว ยังไม่ถือว่าแก่เลย ถือว่าเป็นวัยที่กำลังได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไม่ต่างจากตอนช่วงอายุ 20 เลยด้วยซ้ำ แต่หากไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยตัว ไม่ได้มีการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ อาจเสี่ยงโรคเหล่านี้ไม่รู้ตัว !
เมื่อเข้าสู่วัย 30 ร่างกายเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ มวลกระดูกบางลง หรือร่างกายอาจเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง เป็นต้น
นอกจากนี้ในสังคมที่ผู้คนง่วนอยู่กับการทำงาน จนอาจไม่มีเวลาดูแลตัวเอง อาจเสี่ยงโรคที่เราอาจคาดไม่ถึงเพิ่มมากขึ้น
วันนี้ Agnos จะพามาดูโรคและอาการที่สาวๆ อายุ 30 อาจต้องหมั่นสังเกตตัวเองและระวังให้มาก !
1. มะเร็งปากมดลูก Cervical Cancer
หลายๆคนอาจคิดว่า มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่ค่อนข้างไกลตัว เพราะที่ผ่านมาเราก็แข็งแรงมาตลอด ไม่ได้มีปัญหาหรือเจ็บป่วยง่ายๆ แต่รู้หรือไม่ว่า มะเร็งปากมดลูก ติด 3 อันดับ แรกๆของโรคมะเร็ง ที่ทำให้สาวๆเสียชีวิตมากที่สุดด้วย โดยในแต่ละวันอาจมีผู้เสียชีวิตถึง 7 คนต่อวัน !
ส่วนมากสาวๆในวัย 30 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากกว่า สาวๆที่อายุน้อยกว่า 30 ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสาวๆที่อายุน้อยกว่า 30 จะไม่มีโอกาสเป็นนะ
มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร ?
โรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) ส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสฮิวแมนแปปิโลมา (Human Papilloma Virus) หรือ HPV ซึ่งส่วนมากจะติดจากการมีเพศสัมพันธ์ สามารถติดได้ทั้งสองเพศ เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อตัวนี้ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ถือได้ว่าเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
เชื้อไวรัสตัวนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์แต่จะมีอยู่ 40 สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์
โดยระยะฝักตัวไปเป็นมะเร็งของเชื้อไวรัส HPV อาจยาวนานถึง 8-10 ปีเลยทีเดียว แต่ปกติแล้ว หากเรามีร่างกายที่แข็งแรงและภูมิต้านทานที่ดี ร่างกายสามารถกำจัดไวรัสนี้ไปได้ โดยใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน
เชื้อไวรัส HPV สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน :
- มีความเสี่ยงสูงที่เซลล์ปากมดลูกจะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง (High Risk HPV)
สายพันธ์ุในกลุ่ม High Risk HPV ได้แก่ 16, 18, 31, 33, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 68, 35, 66 - เซลล์อาจกลายเป็นโรคอื่น (Low Risk HPV)
สายพันธุ์ในกลุ่ม Low risk HPV ได้แก่ 6,11 ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศได้
โดยเชื้อ HPV สามารถทำให้เกิดโรคอื่นๆได้ เช่น
- มะเร็งทวารหนัก
- มะเร็งช่องปาก
- มะเร็งที่อวัยวะเพศชาย
อีกหนึ่งความน่ากลัวของ มะเร็งปากมดลูก คือ เจ้าเชื้อตัวนี้อาจใช้เวลาถึง 10 ปีในการพัฒนาไปเป็นมะเร็งโดยที่เราไม่รู้ตัว ! และแน่นอนว่าระยะแรกๆของมะเร็งปากมดลูก อาจไม่ได้มีการแสดงอาการใดๆเลย หรือมีอาการที่ค่อนข้างทั่วไป จึงยากที่ผู้ป่วยจะรู้ตัวและคิดว่าอาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้หากได้รับเชื้อตัวนี้เข้าไป เท่ากับเราเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกทันที
อาการของโรคมะเร็งปากมดลูก
- ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- เลือดออกจากช่องคลอด (แม้ไม่เป็นประจำเดือน)
- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- ปัสสาวะไม่ค่อยออก
- ปัสสาวะ อุจจาระเป็นเลือด
- ปวดท้องน้อย
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
- เหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลีย
- ตกขาวผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
- ตกขาวปนเลือด
***หากมีอาการรุนแรง หรืออยู่ในระยะลุกลาม อาจมีอาการปวดหลัง ขาบวม และไตวายได้
เราจะป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้ยังไงบ้าง ?
ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าไวรัสชนิดนี้โดยตรง แต่สามารถป้องกันได้ โดย
- การตรวจ PAP Test หรือ HPV Test หากพบว่าติดเชื้อ HPV แต่เชื้อยังไม่ได้พัฒนาไปเป็นมะเร็งก็สามารถรักษาได้ และไม่เป็นมะเร็งนั่นเอง
- การป้องกันโดยการฉีดวัคซีน
- การลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน
2. เนื้องอกในมดลูก (Uterine Fibroids)
เป็นอีกหนึ่งโรคฮิตของสาวๆวัยทำงาน สาวในช่วงอายุ 30-45 ปี จะมีความเสี่ยงเป็น เนื้องอกในมดลูก มากกว่าสาวๆในวัยอื่นๆ โดยเป็นมากถึงประมาณ ร้อยละ 20-25 ของผู้หญิงวัยทำงาน และในทุกๆ 1,000 คนที่เป็นเนื้องอกในมดลูก จะมี 1 คนที่เนื้องอกนั้นจะกลายมะเร็งอีกด้วย !
ขนาดของเนื้องอกจะแตกต่างกันออกไป ในผู้ป่วยบางรายอาจพบเนื้องอกแค่ก้อนเดียว บางรายก็มีได้หลายก้อนเช่นกัน
เนื้องอกไปเกิดในมดลูกของเราได้ยังไง ?
ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรน ที่อาจไปกระตุ้นการเติบโตของเยื่อบุมดลูกจนกลายเป็นเนื้องอกได้
นอกจากนี้ การกินอาหารที่ไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป อาจทำให้เสี่ยงเป็นเนื้องอกในมดลูกได้ เช่น น้ำมะพร้าว เต้าหู้ขาว หรือน้ำเต้าหู้ เป็นต้น
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะ…ว่าเรามีเนื้องอกในมดลูก ?
อาการและสัญญาณเตือนของเนื้องอกในมดลูกในแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป บางคนอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่เนื้องอกยังมีก้อนเล็ก ในขณะที่บางคนกว่าจะรู้ตัว เนื้องอกก็ได้โตและมีขนาดใหญ่ซะแล้ว
โดยส่วนมากอาการของเนื้องอกในมดลูกค่อนข้างจะทั่วไป ทำให้หลายๆคนมองข้ามไปได้
สัญญาณเตือนของเนื้องอกในมดลูก
- ปวดท้องน้อยบ่อยๆ และเป็นระยะๆ ปวดมาก ปวดน้อยสลับกันไป
- มีเลือดออกผิดปกติในช่องคลอด
- ท้องผูกอยู่บ่อยๆ
- ปัสสาวะบ่อยๆ
- แน่นท้อง ท้องบวม คล้ายคนท้อง
รักษาเนื้องอกในมดลูกยังไงได้บ้าง ?
- หากก้อนเนื้อมีขนาดเล็ก ประมาณ 0.5 - 2 เซนติเมตร โดยไม่ได้มีอาการอื่นๆใดๆ อาจไม่ได้มีความจำเป็นต้องผ่าออก อาจเฝ้าสังเกตอาการเป็นระยะๆ มาตรวจตามที่แพทย์นัด และอาจมีการอัลตราซาวด์ทุกๆ 6 เดือน หรือหนึ่งปี
- การใช้ยา เช่น ยาคุมกำเนิด หรือการฉีดยาฮอร์โมน เพื่อกดการทำงานของฮอร์โมนเพศ
- การผ่าตัด โดยการผ่าตัดมี 2 แบบ คือ การผ่าตัดแบบเก็บมดลูกไว้ หรือ ไม่เก็บมดลูกไว้นั่นเอง
การผ่าตัดแบบเก็บมดลูกไว้ มีทั้งแบบส่องกล้องและเปิดหน้าท้อง โดยการเลือกวิธีผ่านั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
การป้องกัน
ในปัจจุบัน ยังไม่มีการป้องกัน เนื้องอกในมดลูกโดยตรง แต่การมีพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่ถูกสุขลักษณะคงจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยป้องกันชั้นดีเลยล่ะ
และแน่นอนว่าการไปตรวจเช็กร่างกาย หรือตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถป้องกันและรักษาเนื้องอกในมดลูกได้อย่างทันเวลา
3.มะเร็งเต้านม (Breast Cancer)
อีกหนึ่งมะเร็งที่พบได้บ่อยมากในผู้หญิง และผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ด้วยนะ !
จากสถิติทั่วโลก พบว่า 1 ใน 8 ของผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม
ในปี 2020 มีผู้หญิง 2.3 ล้านคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม
นอกจากนี้มีผู้เสียชีวิต 685,000 คนทั่วโลก
สิ้นปี 2020 มีผู้หญิงที่ยังมีชีวิตอยู่ 7.8 ล้านคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับได้ว่ามะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในมะเร็งที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก
สัญญาณเสี่ยงว่าเราเป็นมะเร็งเต้านม
ในระยะแรกๆของมะเร็งเต้านมอาจไม่ได้มีอาการเจ็บปวดหรืออาการใดๆ ทำให้หลายๆคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม !
- คลำพบก้อนที่เต้านม
- ขนาดหรือรูปร่างของเต้านมเปลี่ยนแปลงไป
- ผิวหนังบริเวณเต้านมผิดปกติ เช่น มีรอยบุ๋ม รอยย่น ผิวคล้ายเปลือกส้ม หรือมีสะเก็ด
- หัวนมผิดปกติ เช่น หัวนมมีการหดตัว หัวนมบอด คัน แดง
- มีเลือดหรือของเหลวผิดปกติออกทางหัวนม
- เจ็บที่เต้านม
- มีก้อนที่รักแร้
เราสามารถตรวจเช็กมะเร็งเต้านมเบื้องต้นด้วยตัวเองยังไงได้บ้าง ?
ทำโดยนั่งหรือยืนหน้ากระจกเงา แล้วยกมือ2ข้างท้าวเอว
หรือยกมือประสานนิ้วไว้ที่ต้นคอ หรือยกมือชูขึ้นเหนือศีรษะก็ได้
แล้วสังเกตดูสิ่งต่อไปนี้
- หัวนม : ตำแหน่งหัวนมควรจะอยู่ระดับเดียวกัน ชี้ออกไปทางด้านข้างเล็กน้อย สีผิวหัวนมเหมือนกัน รูปร่างคล้ายกัน หัวนมไม่ควรถูกดึงรั้งเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ควรมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม
- ฐานหัวนม : ควรมีผิวเนียน และสีเสมอกัน ไม่ควรมีรอยนูนจากก้อนใต้ผิวหนังดันผิวให้นูนขึ้นมา หรือรอยบุ๋มจากก้อนมะเร็งดึงรั้งผิวลงไป ไม่ควรมีแผลผิวถลอก หรือแผลจากก้อนนูนแตกออกมาที่ผิว
- ผิวเต้านม : ควรมีผิวเนียน สีผิวเสมอกัน ไม่ควรมีลักษณะผิวบวมหนาหรือเห็นรูขุมขนใหญ่ มองเห็นชัดเป็นลักษณะเหมือนผิวส้ม ไม่ควรมีรอยนูนตะปุ่มตะป่ำผิดปกติจากก้อนมะเร็งดันผิวหนัง ไม่ควรมีรอยบุ๋มจากก้อนมะเร็งดึงรั้ง ไม่ควรมีสีแดงคล้ำ ไม่ควรมีรอยแผลแตกที่ผิวหนังหรือมีเลือดและน้ำเหลืองไหลจากผิว
- ระดับและขนาดเต้านม : เต้านมทั้ง 2 ข้างควรจะอยู่ระดับเดียวกัน ควรมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกัน ไม่ควรถูกก้อนมะเร็ง ดึงรั้งเต้านมขึ้น หรือถูกถ่วงให้ห้อยลงมา ผิดปกติ
หลังจากดูลักษณะเต้านม 2 ข้างครบถ้วน เรียบร้อยแล้ว
ให้นั่ง ยืน หรือ นอนคลำเต้านมทั้ง 2 ข้าง
โดยยกมือข้างเดียวกับเต้านมที่จะตรวจไปท้าวเอว
หรือวางไว้ที่ต้นคอ หรือเหนือหัว และ
ใช้ปลายนิ้วมือด้านตรงข้ามคลำเต้านมข้างที่ยกมือขึ้น
กดและคลำเบาๆ หมุนไปโดยรอบเต้านม รอบฐานหัวนม หัวนม
จนถึงบริเวณรักแร้และเหนือไหปลาร้า
การคลำนั้นมีอยู่สามวิธีหลักๆ ได้แก่
- คลำในแนวก้นหอย โดยสามารถคลำได้ในทิศทางทั้งทวนเข็มนาฬิกา หรือตามเข็มนาฬิกาก็ได้
- การคลำในแนวดิ่ง จากใต้เต้านมจนถึงกระดูก ไหปลาร้า คลำจากบนลงล่าง หรือจากล่างขึ้นบนก็ได้
- คลำในแนวรูปลิ่ม ทิศทางเป็นเส้นตรงรัศมีในออกนอก หรือนอกเข้าในก็ได้เช่นเดียวกัน
การคลำนั้นไม่ควรบีบเต้านมเพราะอาจจะทำให้รู้สึกเหมือนเจอก้อนเนื้อแข็งซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่
4.โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)
อีกหนึ่งโรคยอดฮิตของสาวๆอายุ 30 หรือสาวๆออฟฟิศ โดยโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ส่วนมากเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณระบบทางเดินปัสสาวะ และพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะที่สั้นกว่าผู้ชาย จึงทำให้เชื้อโรคเข้าไปได้ง่ายกว่านั่นเอง
อาการของปัสสาวะอักเสบ
- ปวดท้องน้อย
- ปัสสาวะไม่สุด
- ปัสสาวะบ่อย แต่ปัสสาวะได้ครั้งละน้อยๆ
- มีอาการแสบ เสียว หรือเจ็บขณะปัสสาวะ
- กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ปัสสาวะตอนกลางคืนอยู่บ่อยๆ
- ปัสสาวะสีขุ่น
- ถึงแม้จะปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ค่อยออก และมีอาการปวด
ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจมีปัสสาวะผสมกับเลือด เนื่องจากมีการติดเชื้อบริเวณกรวยไต จนทำให้เกิดอาการอักเสบ
ปัสสาวะกี่ครั้งถึงเรียกว่าบ่อย ?
ปกติแล้วคนเราจะปัสสาวะประมาณ 6-8 ครั้งต่อวัน โดยไม่ได้มีอาการเจ็บหรือปวดใดๆ แต่หากเราปัสสาวะกะปริบกะปรอยประมาณ 8-10 ครั้ง หรือมากกว่าต่อวัน อาจเป็นสัญญาณของความเสี่ยงโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
อะไรทำให้เกิดการติดเชื้อ ?
- การกลั้นปัสสาวะ เนื่องจากเชื้อโรคในกระเพาะปัสสาวะมีเวลาเจริญเติบโตมากขึ้น
- การติดเชื้อ เช่น การทำความสะอาดทวารหนักก่อน แล้วค่อยทำความสะอาดช่องคลอด หรือการใส่ผ้าอนามัยแบบสอด
- การติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
- การใช้ยาปฏิชีวนะสวนล้างทำความสะอาดช่องคลอด อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียชนิดดีที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคหายไป จึงเกิดการติดเชื้อเกิดขึ้น
- การใช้ยากดภูมิต้านทาน
- การใส่สายสวนปัสสาวะ
การรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบสามารถรักษาได้ด้วย การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก โดยส่วนมากผู้ป่วยจะต้องกินยาปฏิชีวนะประมาณ 3 วันถึง 1 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ผู้ป่วยต้องกินยาตามที่แพทย์สั่ง แม้จะไม่มีอาการในช่วงท้ายๆก็ตาม
สำหรับผู้ป่วยในช่วงวัยหมดประจำเดือน แพทย์อาจให้ครีมในการทาช่องคลอด โดยครีมจะเป็นฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนที่ช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น เพราะในวัยหมดประจำเดือน ร่างกายอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องคลอดเสียสมดุล และอาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาจเป็นสัญญาณ หรืออาการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ แพทย์จึงอาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของโรคและรักษาตามอาการ
5. มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)
อีกหนึ่งโรคมะเร็งที่สาวๆต้องระวัง ! มะเร็งรังไข่ คือการที่เรามีมะเร็งบริเวณรังไข่ของเรานั่นเอง โดยร่างกายของผู้หญิงนั้น จะมีรังไข่สองข้างและเจ้ามะเร็งร้าย ก็สามารถไปอยู่ได้ในทั้งสองข้างของรังไข่เรา
เนื้องอกในรังไข่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- เนื้องอกธรรมดา (Benign Tumor) เนื้องอกชนิดนี้ไม่สามารถแพร่กระจายได้ จึงทำให้รักษาได้ง่าย เพียงแค่ผ่าออก ก็สามารถหายได้
- เนื้อมะเร็ง (Malignant) สามารถเรียกอีกอย่างได้ว่า เนื้อร้าย หรือมะเร็งที่เรารู้จักกันทั่วไป โดยหากได้รับการวินิจฉัยช้า อาจทำให้เจ้าเนื้อร้ายแพร่ไปยังอวัยวะอื่นได้
ประเภทของมะเร็งรังไข่
มะเร็งรังไข่สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆได้
1. Germ Cell Tumors หรือมะเร็งฟองไข่
อาจเกิดจากเซลล์สืบพันธุ์ ส่วนมากพบในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี
2. Epithelium Tumors หรือมะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่
อาจเกิดจากเซลล์ที่เยื่อบุผิวรังไข่และช่องท้อง เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด
3. Sex Cord Stromal Tumors หรือมะเร็งเนื้อรังไข่
อาจเกิดจากเซลล์ที่เนื้อเยื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศ อย่าง Estrogen และ Progesteron
อาการปวดท้อง = เสี่ยงมั้ย?
อาการในระยะแรกของมะเร็งรังไข่นั้น ไม่ได้มีอาการที่ชัดเจนมากนัก จึงทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงมองข้าม
อาการที่พบได้บ่อย คือ
- ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก
- เรอบ่อย
- ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- คลื่นไส้
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างผิดปกติ
- ท้องโตผิดปกติ
- ประจำเดือนมาผิดปกติ
ในผู้ป่วยบางรายที่มาพบแพทย์ในระยะโรคลุกลาม อาจคลำเจอก้อนเนื้อในท้องน้อย หรือมีน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน)
*ท้องมาน (Ascites) คือ ภาวะที่ของเหลวสะสมอยู่ระหว่างเยื่อหุ้มช่องท้อง และอวัยวะภายในช่องท้องมากเกินผิดปกติ
การรักษามะเร็งรังไข่
การรักษามะเร็งในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี แล้วแต่ระยะ และความรุนแรงของมะเร็ง
- การผ่าตัด
เพื่อนำเอาก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆออก
- การใช้เคมีบำบัด
ใช้ยาในการทำลายเซลล์มะเร็ง มีอยู่หลายรูปแบบ เช่นการใช้ยาเม็ด ฉีดเข้าเส้นเลือด หรือในช่องท้อง
- การใช้รังสี
หลายๆคนอาจเคยได้ยินเรื่องการใช้รังสีเพื่อรักษามะเร็ง แต่การรักษาวิธีนี้อาจพบน้อยในมะเร็งรังไข่
โดยใช้รังสีทำลายเซลล์มะเร็ง หรือทำให้มีขนาดเล็กลง
- การใช้ยารักษาตรงเป้า
ใช้ยา หรือสารอื่นๆ ที่มีผลเฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง และเกิดอันตรายต่อเซลล์อื่นๆน้อยกว่ายาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี โดยส่วนใหญ่มักพบการรักษานี้ในมะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม
มะเร็งนั้น ยิ่งตรวจพบได้ไว ก็จะยิ่งมีโอกาสรักษาหายได้มากขึ้น การหมั่นสังเกตตัวเองและตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ อาจเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความรุนแรงของมะเร็งและโรคอื่นๆได้
เราจึงอยากเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงย้ำเตือนให้ทุกคนคอยหมั่นเช็คร่างกายของตัวเอง และสังเกตอาการคนรอบข้างอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุด อาการป่วยเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากพบอาการผิดปกติใดๆดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ให้เร็วที่สุด
“เราขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกคนด้วยนะ”
อ้างอิง : https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/เนื้องอกในมดลูก/
https://phyathai3hospital.com/home/เนื้องอกมดลูก/
https://www.vejthani.com/th/2021/07/อันตรายเนื้องอกมดลูก/
https://www.agnoshealth.com/articles/cervical-cancer-and-hpv-vaccine
https://www.hugsinsurance.com/article/popular-disease-people-over-30-years-old
https://www.paolohospital.com/th-TH/center/Article/Details/4-โรคสุดฮิตของผู้หญิงยุคนี้