ต้อหินเฉียบพลัน (Acute Glaucoma)

ต้อหินเฉียบพลัน (Acute Glaucoma)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค

ต้อหินเฉียบพลัน คือ อาการที่ความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอาการปวดตา ตาแดง มีอาการตามัว บางคนน้ำตาไหล และมักเป็นมากจนผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว สาเหตุที่พบบ่อยๆ ดังนี้

  1. ช่องด้านหน้าลูกตาแคบ ซึ่งช่องด้านหน้าของลูกตานี้เป็นที่ระบายน้ำในลูกตา เมื่อช่องนี้แคบก็มีโอกาสที่การระบายน้ำในลูกตาจะลดลงและทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้นได้ อาจพบภาวะนี้ในคนไข้ สายตายาว ต้อกระจกที่ปล่อยไว้จนสุก หรือ เลนส์แก้วตาเคลื่อนจากอุบัติเหตุ หรือโรคบางอย่าง นอกจากนี้ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก (topiramate) ยาลดน้ำมูก ยารักษาอาการซึมเศร้าบางชนิด นอกจากนี้การหยอดยาบางประเภท ก็เป็นสาเหตุได้
  2. มีอาการอักเสบในลูกตา ทั้งโรคม่านตาอักเสบ และการอักเสบที่เกิดจากต้อกระจกที่สุกจนเกิดการอักเสบ

อาการของโรค

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา และปวดศีรษะข้างหนึ่งอย่างฉับพลันรุนแรงต่อเนื่อง มักจะปวดจนนอนไม่หลับ กินยาบรรเทาปวดก็ไม่ทุเลา นอกจากนี้ ยังพบว่ามีอาการตาพร่ามัว มองเห็นแสงสีรุ้ง และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หากสังเกตุดูที่ตาขาวจะพบว่ามีลักษณะแดงมากขึ้นและอาจสังเกตุได้ว่าบริเวณกระจกตาดำดูขุ่นกว่าปกติ บางรายอาจมีอาการนำมาก่อนเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน คือปวดตา ตาแดง ตาพร่า เห็นแสงสีรุ้งเป็นพักๆ อาการมักจะเป็นตอนหัวค่ำ หรือขณะอยู่ในที่มืด (รูม่านตาขยาย) หรือขณะมีอารมณ์หงุดหงิด โกรธ (เพราะจะมีเลือดไปคั่งที่กล้ามเนื้อม่านตา ทำให้มุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตา ยิ่งแคบมากยิ่งขึ้น) แต่ละครั้งอาจเป็นอยู่นาน 1-2 ชั่วโมง ก็อาจทุเลาไปได้เอง

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค

นอกจากการซักประวัติแล้ว จักษุแพทย์มีแนวทางการวินิจฉัยดังต่อไปนี้

  • การตรวจตาด้วย slit-lamp microscopy
  • การตรวจวัดความดันภายในลูกตา
  • การตรวจลักษณะมุมตา
  • การตรวจลักษณะของขั้วประสาทตา
  • การตรวจลานสายตา

แนวทางการดูแลรักษา

เนื่องจากโรคต้อหินเส้นประสาทตาจะถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจึงเป็นการประคับประคองเพื่อให้ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ทั้งนี้การรักษาจะขึ้นกับชนิดและระยะของโรค

  • การรักษาด้วยยา มีเป้าหมายในการรักษาเพื่อลดความดันตาให้อยู่ในระดับที่ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้น ในปัจจุบันยารักษาต้อหินมีหลายกลุ่ม ซึ่งยาหยอดเหล่านี้จะออกฤทธิ์ลดการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาหรือช่วยให้การไหลเวียนออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาดีขึ้น การรักษาด้วยยาจำเป็นต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และแพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา การดำเนินโรค และผลข้างเคียงจากยา
  • การใช้เลเซอร์ โดยประเภทของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นกับชนิดของต้อหินและระยะของโรค
  • การผ่าตัด ใช้รักษาผู้ป่วยที่การรักษาด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

จักษุแพทย์, กุมารแพทย์ กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี

ข้อควรระวัง

เนื่องจากโรคต้อหินเฉียบพลันมักมีอาการรุนแรงและมีผลแทรกซ้อนตามมาได้มาก สามารถทำให้ตาบอดได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรคต้อหินเฉียบพลันควรพิจารณาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.bumrungrad.com/th/conditions/glaucoma https://www.paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details//บทความ-โรคตา/ต้อหินเฉียบพลัน