เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Acute pericarditis)

เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Acute
pericarditis)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค

การอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ หรือถุงเยื่อบุที่ล้อมรอบหัวใจ (Pericardium) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีภาวะนี้ ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค (idiopathic)รองลงมาคือการติดเชื้อไวรัส สาเหตุอื่นๆของการเกิดโรคเช่น การติดเชื้อวัณโรค แบคทีเรีย มะเร็ง โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของภูมิต้านทานเป็นต้นภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ สามารถเกิดได้ทั้งผู้ป่วยเพศชายและเพศหญิง แต่ส่วนมากมักเกิดในผู้ป่วยเพศชายช่วงอายุประมาณ 20-50 ปี และ 15-30% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบแล้ว อาจมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกครั้งในหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนต่อมา

อาการของโรค

อาการเจ็บหน้าอกแปล๊บๆ คือ อาการที่พบบ่อยที่สุดของภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบก็ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บในช่วง ตรงกลางหรือข้างซ้ายของทรวงอก อาจปวดร้าวไปยังบริเวณคอ ไหล่ หรือหลัง ผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อนั่งเอนตัวไปข้างหน้า และ จะรู้สึกแย่ลงเมื่อนอนราบ และ หายใจลึกๆอาการอื่นๆ ที่พบร่วมด้วย เช่น มีไข้, อ่อนเพลีย, หายใจลำบาก, ไอ

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค

อาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายของผู้ป่ วยและอาจต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
  • เอกซเรย์ทรวงอก(Chest X-ray: CXR)
  • การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI Scan(Magnetic Resonance Imaging)
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง(Echocardiography)
  • ตรวจเลือด เพื่อหาความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย และสาเหตุการอักเสบของถุงหุ้มหัวใจ

แนวทางการดูแลรักษา

การรักษาภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบจะขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ และสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค โดยการรักษาจะแบ่งออกเป็น 2วิธี

  1. การรักษาโดยใช้ยา ยาที่ใช้รักษาภาวะนี้ มีจุดมุ่งหมายหลักคือ เพื่อรักษาอาการเจ็บหน้าอกลดการอักเสบและ ลดการกลับมาเป็นซ้ำ กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือ กลุ่มที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส คือ กลุ่มยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory drug:NSAIDs) เช่น ยาแอสไพริน (Aspirin) ร่วมกับยา colchicine หากภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น จะรักษาผู้ป่วยตามสาเหตุนั้นๆ
  2. การรักษาโดยการเจาะถุงหุ้มหัวใจการเจาะถุงหุ้มหัวใจ (Pericardiocentesis) เพื่อระบายน้ำในถุงเยื่อหุ้มหัวใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการฉุกเฉินที่เรียกว่า ภาวะบีบรัดหัวใจ (Cardiac Tamponade)ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลัน ภาวะบีบรัดหัวใจ (Cardiac Tamponade) เป็นภาวะที่มีของเหลวในปริมาณมากเกินไปอยู่ในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของแรงดันในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ และไปกดเบียดหัวใจ จนเป็นผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะความดันเลือดต่ำจนมีอาการช็อกตามมา ภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบและหดตัวเรื้อรังหลังจากการอักเสบเฉียบพลันหาย ผู้ป่วยส่วนหนึ่ง อาจมีภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบและหดตัวเรื้อรัง (Chronic constrictive pericarditis) ตามมาการอักเสบจะทำให้เนื้อเยื่อหุ้มหัวใจแข็งคล้ายแผลเป็น (Scar-like) ทำให้ถุงหุ้มหัวใจมีลักษณะหนาและแข็งขึ้น จนทาให้การคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การเคลื่อนที่ของหัวใจ และการสูบฉีดเลือดมีปัญหา

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

อายุรแพทย์หัวใจ, กุมารแพทย์ โรคหัวใจ กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี

ข้อควรระวัง

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ร่วมกับมีอาการดังต่อไปนี้ควรเข้าพบแพทย์ทันที

  • มีอาการปวดแน่นหน้าอกรุนแรง
  • มีอาการหอบเหนื่อยมาก หายใจไม่ทัน อ่อนแรง หน้ามืดเป็นลม
  • มีขาบวมทั้งสองข้าง หรือบวมทั้งตัว

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.thaiheart.org/รู้จักหัวใจ/