“อนาคตของ AI การแพทย์มาถึงแน่ คำถามคือคนไทยจะเป็นคนสร้างเอง หรือรอซื้อจากต่างชาติ” — ถอดมุมมอง ดร.วิช CEO Agnos จากเวที YMID Forum 2026
เมื่อ AI กำลังพลิกโฉมการบำบัดรักษา คำถามที่ท้าทายวงการสุขภาพไทยอาจไม่ใช่ “AI จะมาหรือไม่” แต่เป็น “ใครจะเป็นผู้สร้างมัน”
นี่คือมุมมองที่ ดร.ปพนวิช ชัยวัฒโนดม (ดร.วิช) CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Agnos Health นำมาแบ่งปันในงาน THAILAND MEDICAL INNOVATION HUB : YMID HUB HAPPENING TECH FORUM 2026 ภายใต้ธีม THE AI & MEDICAL DEVICE CONVERGENCE จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (YMID) ระหว่างวันที่ 4–5 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ พญาไท
ดร.วิช ขึ้นเวทีในงานในฐานะวิทยากร และยังร่วมเป็นเมนทอร์ให้คำปรึกษาแก่ผู้เข้าแข่งขันในงาน ในฐานะผู้ที่คลุกคลีกับการนำ AI เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพไทยมากว่า 8 ปี เขาได้ทิ้งบทเรียนที่มีค่าไว้หลายประเด็น ที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของบริษัทเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้ง ecosystem นวัตกรรมการแพทย์ไทย
จาก “หมอบอกว่าผมบ้า” สู่วันที่ AI ช่วยชีวิตคนได้จริง
ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีก่อน ในวันที่ยังไม่มีภาพของ AI ในวงการแพทย์ ดร.วิช นำแนวคิดระบบคัดกรองอาการด้วย AI (Symptom Checker) ไปเสนอโรงพยาบาลแห่งแรก และแทบไม่มีใครเชื่อ บางคนถึงกับบอกว่า “บ้า” เพราะอุตสาหกรรมสุขภาพตั้งอยู่บนความน่าเชื่อถือและมาตรฐาน จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
แต่บทพิสูจน์ที่ทรงพลังที่สุดกลับมาจากเหตุการณ์จริง วันหนึ่งพนักงานของ Agnos โทรคุยกับคุณพ่อที่อยู่ต่างจังหวัด คุณพ่อบอกเพียงว่ามีอาการเหนื่อย ซึ่งตามปกติก็มักแนะนำให้ไปพักผ่อน แต่เมื่อลองให้คุณพ่อตอบคำถามผ่านระบบของ Agnos ระบบกลับประเมินว่าเข้าข่ายความเสี่ยง “หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” และแนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที เมื่อโทรปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยัน แพทย์ก็เห็นตรงกันว่าควรรีบไปโรงพยาบาล และสุดท้ายคุณพ่อเข้ารับการรักษา (แอดมิต) ในวันนั้นได้ทันเวลา
“อันนี้เป็นความภูมิใจแรก ๆ เลยที่เห็น impact จริง ๆ ว่าสิ่งที่เราทำ มันได้ช่วยชีวิตคนครับ” ดร.วิช กล่าว เคสนี้สะท้อนจุดยืนสำคัญของ Agnos ว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่แพทย์ แต่เข้ามาเป็นผู้ช่วยประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น ที่อาจสร้างความต่างได้ในวินาทีวิกฤต (ทั้งนี้ Agnos เป็นเครื่องมือช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์)

4 บทเรียนธุรกิจจาก ดร.วิช ที่คนทำ (และคนซื้อ) นวัตกรรมการแพทย์ควรฟัง
1. อนาคตมาแน่ อยู่ที่ว่าเราจะเป็น “ผู้สร้าง” หรือ “ผู้ซื้อ”
เส้นทางของ ดร.วิช เริ่มตั้งแต่ช่วงได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ MIT (Massachusetts Institute of Technology) เขาเล่าว่าสิ่งที่ได้กลับมาที่มีค่าที่สุดไม่ใช่แค่องค์ความรู้จากห้องเรียน แต่คือ “พลังของ Environment” ที่เพื่อนร่วมแล็บแทบทุกคนต่างลงมือทำสตาร์ทอัพกันจริง จนทำให้เขามองว่าการสร้างเทคโนโลยีระดับโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว พร้อมกับความตั้งใจที่ติดตัวมาตลอดว่าอยากกลับมาสร้าง “เทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยเอง” เพราะที่ผ่านมาไทยมักเป็นฝ่าย “ซื้ออย่างเดียว” ไม่ค่อยได้ทำของตัวเอง
ยิ่งเมื่อเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต วันที่คุณพ่อป่วยเป็นโรคร้าย แม้จะมีดีกรีจากต่างประเทศและมีเพื่อนเป็นหมอมากมาย แต่เขากลับพบความจริงว่า “เรายังไม่สามารถดูแลคนที่เรารักได้ดีขนาดนั้น” แรงผลักดันนั้นจึงกลายเป็นการพัฒนา AI เพื่อให้ “คนธรรมดา” สามารถดูแลสุขภาพของคนที่พวกเขารักได้แม่นยำยิ่งขึ้น
“ยังไงอนาคตมันก็ต้องมา มันแค่ว่าคนที่ทำจะเป็นเรา หรือว่าต่างชาติจะเข้ามา”
การลงทุนพัฒนานวัตกรรมในประเทศไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันคือการตัดสินใจว่า 'ระบบสุขภาพไทยในอนาคตจะพึ่งพาใคร' คนไทยจะเป็นคนสร้างเอง หรือจะปล่อยให้เราต้องคอยซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติไปเรื่อยๆ
2. บทเรียนที่แพงที่สุด จาก “Tech-first” สู่ “Problem-first”
ดร.วิช ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า วันที่เพิ่งเรียนจบ เขาเป็นคนที่คิดแบบ Technology-first คืออยากพัฒนาอะไรใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีใครทำ แต่บทเรียนตลอด 8 ปีสอนให้เขาเปลี่ยนมาเป็น Problem-first คือ เริ่มจากปัญหาของ user ก่อนว่าคืออะไร เกิดบ่อยแค่ไหน เป็นปัญหาร่วม (common problem) หรือไม่ แล้วค่อยมองว่าจะใช้เทคโนโลยีใดแก้
และโจทย์สำคัญที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ Go / No-Go คือ ปัญหานั้นต้องมีคน “พร้อมจ่าย (Willing to Pay)” ในระดับที่คุ้มค่าจริง เพราะปัญหาที่มีจริงแต่ไม่มีใครยอมจ่าย ก็ยังไม่ใช่ธุรกิจที่ไปต่อได้

3. แนวคิด “Anti-Legacy Software” ไม่ทำระบบที่ตายไปตามกาลเวลา
หนึ่งในจุดยืนที่ ดร.วิช ย้ำกับโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก คือ “ไม่อยากทำซอฟต์แวร์แบบเดิม ๆ” ที่โรงพยาบาลคุ้นเคย เพราะรูปแบบเดิมคือการจ้างซอฟต์แวร์เฮาส์ทำตามสั่งครั้งเดียว พอเวลาผ่านไป 2–3 ปี ระบบก็มักกลายเป็น Legacy Software ที่ล้าสมัยและถูกทิ้งไว้ กลายเป็นภาระตกค้างในโรงพยาบาลจำนวนมาก
Agnos จึงเลือกโมเดล Licensing (แบบ Subscription) ที่โรงพยาบาลจ่ายรายปี แลกกับการที่ Agnos พัฒนา (improve) ระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยโรงพยาบาลไม่ต้องรอตั้งงบประมาณใหม่ทุกครั้ง เป็นการการันตีว่าระบบจะไม่ “ตาย” และสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
4. “กับดักไก่กับไข่” และช่องว่างที่ประเทศต้องเติม
อุปสรรคที่ ดร.วิช เจอซ้ำ ๆ คือคำถามว่า “มีที่ไหนเคยใช้แล้วบ้าง” เมื่อทุกฝ่ายรอให้มีคนใช้เป็นรายแรก นวัตกรรมใหม่จึงเดินหน้าได้ยาก ตราบใดที่ประเทศยังขาดระบบ Sandbox หรือพื้นที่ทดสอบที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงและเอื้อให้เทคโนโลยีได้พิสูจน์ตัวเอง ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับพันธกิจของงาน YMID Forum ที่ต้องการผลักดันนวัตกรรมจาก “ต้นแบบ” สู่ “การใช้งานได้จริง”

ทิ้งท้ายถึงฝั่งผู้ซื้อ “ความกลัว กำลังสร้าง Opportunity Loss”
ดร.วิช ปิดท้ายด้วยข้อความที่ตั้งใจฝากถึงทั้งสองฝั่งของ ecosystem เขามองว่าที่ผ่านมาวงการมีฝั่ง “Push” คือคนลงมือพัฒนาเทคโนโลยีจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือฝั่ง “Pull” หรือฝั่งผู้ซื้อและผู้นำไปใช้ที่พร้อมเปิดรับ
“ความกลัวเป็นเรื่องปกติใน Healthcare แต่สิ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นเขาคิดเท่าไหร่ คือเรื่องของ Opportunity Loss ว่าถ้าเราไม่ทำวันนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง” เขาชี้ว่า ความลังเลของฝั่งผู้ซื้อกำลังสร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสที่มองไม่เห็น และหากโรงพยาบาลไทยไม่เปิดใจให้โอกาสกับ Health Tech ของคนไทย สุดท้ายประเทศก็ต้องกลับไปพึ่งพาการซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติอยู่ดี
เขาจึงอยากเห็นประเทศสร้าง ecosystem ที่ยั่งยืนกว่านี้ มี Sandbox pipeline ที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมจำกัดความเสี่ยงได้ เพราะเชื่อว่า “คนไทยมีศักยภาพอีกมาก แต่จะปลดล็อกไม่ได้เลยถ้าไม่มีตลาดให้พิสูจน์ตัวเอง”
เวทีที่รวมผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพของไทย
นอกจากหัวข้อของ Agnos งานยังอัดแน่นด้วยการเสวนาจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายภาคส่วน เปิดงานด้วยการปาฐกถาด้านนโยบายนวัตกรรมการแพทย์ นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อด้วยหัวข้ออนาคตของเครื่องมือแพทย์และการแพทย์ทางไกล การผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และการแข่งขันรอบตัดสิน YMID Hackathon

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ตอกย้ำความตั้งใจของ Agnos Health ที่จะเป็นพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย ทั้งในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี และในฐานะผู้ส่งต่อบทเรียนให้กับนักพัฒนาและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อให้เทคโนโลยี AI สร้างประโยชน์ได้จริงต่อทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน