ดร. ปพนวิช ชัยวัฒโนดม CEO - Agnos health ร่วมพูดคุยในรายการ Startup Market place is Live Now ตอนที่ 10 ทางเพจ หนุ่มเมืองจันท์ และเพจ Startup Thailand
ดร.ปพนวิช ชัยวัฒโนดม CEO - Agnos health ร่วมพูดคุยในรายการ Startup Marketplace is Live Now ตอนที่ 10 ทางเพจ “หนุ่มเมืองจันท์” และเพจ “StartupThailand” ในวันพุธที่ 21 มิถุนายน 2566 เวลา 19.00 - 20.00 น. จัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ดำเนินรายการโดย คุณหนุ่มเมืองจันท์ (สรกล อดุลยานนท์) และคุณมิ้นท์ พิมสิริ
ดร.ปพนวิช ได้มาพูดคุยในรายการและบอกเล่าความเป็นมาของแอปพลิเคชั่น Agnos ตั้งแต่การริเริ่มก่อตั้ง เริ่มพัฒนาแอปพลิเคชัน Agnos และเริ่มเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ ดร.วิช ได้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบสาธารณสุขไทย มีปัญหาคนไข้ล้น หมอไม่พอในโรงพยาบาลรัฐ จึงอยากพัฒนา AI เพื่อมาคัดกรองอาการป่วย ทำให้คนไข้ได้รู้ ความหนักเบา ของอาการตนเองก่อน ว่าสามรถดูแลรักษาตัวเองได้ ซื้อยามาทาน หรืออาการที่รุนแรงก็ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที
ในด้านการเริ่มพัฒนาระบบ AI นี้ ก็มีความยาก และซับซ้อน อย่างพบปัญหาว่าประเทศไทยยังจัดเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของโรงพยาบาลอยู่ในรูปแบบกระดาษ ยังไม่มีความเป็นดิจิตอล AI จึงต้องเรียนรู้ข้อมูลจากหมอ ซึ่งได้ใช้ความได้เปรียบมีที่หมอในเครือข่ายเราอยู่มาก ให้หมอแต่ละสาขาวิชาก็จะส่งข้อมูลคนไข้มาว่าคนไข้โรคนี้มีอาการแบบไหนอย่างไร จากหมอทั้งหมด 26 สาขาวิชา เราก็จะมีข้อมูลประมาณ 100,000 ราย ในการที่จะประมวลผลมา แล้วก็ไปทดสอบกับโรงพยาบาล มีโรงพยาบาลหลายแห่งที่ให้ความร่วมมือ โดยให้คนไข้ที่โรงพยาบาลใช้ระบบเรา วิเคราะห์ก่อนพบหมอ แล้วดูผลในเรื่องของความแม่นยำต่อไป ซึ่งถ้าเป็นหมอกดวิเคราะห์เองเกินแม่นยำ 90% ถ้าเป็นคนไข้กดเองอาจจะลงมาหน่อยอยู่ที่ 80% - 85% เพราะส่วนใหญ่ สิ่งที่คนไข้บอกหมอมองว่าไม่ตรงกัน เรื่องของความรุนแรงหนักเบา ไม่เหมือนกัน ทำให้ AI วิเคราะห์ผิดพลาดไปได้บ้าง
ซึ่งโรคที่เรามีในระบบตอนนี้มีประมาณ 200 โรค ครอบคลุมเกือบทุกระบบของร่างกาย เช่น โรคทางสมอง โรคปอด โรคหัวใจ แต่หลักการคือเราเป็นจุดคัดกรอง ว่าอาการแบบนี้มีโอกาสเป็นโรคอะไรบ้าง ซึ่งเราจะไม่ได้ลงแบบลงรายละเอียดระดับโรคหายาก เพราะการวินิจฉัยโรคแบบลงรายละเอียด จำเป็นต้องใช้ผลแลบ เราจะมี 200 โรคพื้นฐานก่อน ซึ่งครอบคลุมโรคที่คนทั่วไปจะเป็นได้ แล้วค่อยส่งไปหาแพทย์เฉพาะทางต่อ หากต้องประเมินอาการเพิ่มเติม
Agnos ให้ความสำคัญกับทุกระดับความรุนแรงของโรค อย่างโรคที่มีความรุนแรงทั่วไป ถึงปานกลาง ที่สามารถซื้อยาทานเองได้ กับโรคที่เป็นเคสฉุกเฉินที่ จำเป็นต้องไปหาหมอ เพื่อที่จะได้ครอบคลุม แม้เคสคนไข้ฉุกเฉินเป็นรายที่สำคัญที่สุด อย่างการที่เคยเจอคนไข้รายที่ประทับใจมากๆ เพราะได้ช่วยชีวิตคนๆหนึ่ง ที่กำลังเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเริ่มซักถามจากเพียงแค่อาการเหนื่อย ที่ดูไม่น่าเป็นอะไรรุนแรง ให้คนไข้รายนี้สามารถไปหาหมอได้ทัน ซึ่งคำวินิจฉัยของแพทย์ก็ตรงตามที่ Agnos วิเคราะห์ออกมาได้
จากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขไทย ที่มีรายงานว่าใน 1 ปี คนไทยไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐกว่า 250,000,000 ครั้ง ซึ่งเยอะมาก มีคนที่ไปโดยไม่จำเป็น 60% การไปโดยไม่จำเป็น เช่น อาจจะเป็นหวัด ท้องเสีย มีไข้ไม่กี่วันก็ไปโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งเพราะว่าส่วนนึงเราก็ไม่รู้ว่าอาการแบบนี้ จำเป็นต้องไป หาหมอที่โรงพยาบาลบางทีไปตั้งแต่ตีสี่ได้พบหมอสิบโมงเช้า เจอหมอเพียงแค่ 5 นาที หากเรามีความรู้ว่า อาการแบบนี้ต้องไปซื้อยาที่ร้านยาก่อนก็ได้ ก็อาจสามารถช่วยลดภาระงานหนักของหมอได้แล้ว การที่มี Agnos เราได้พัฒนามาเพื่อให้มีส่วนช่วยเหลือระบบจริงๆ
จากสถิติของกระทรวงฯ อัตราส่วนของหมอต่อประชากรไทย คือ 1 : 2,000 คน ซึ่งน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว 4-5 เท่า และพบว่าเวลาการทำงานของหมอประเทศไทยเกิน 100 ชั่วโมง จึงเป็นผลทำให้มีกระแสข่าวว่าหมอจบใหม่ลาออกจำนวนมากพอสมควร จากการที่ได้รับงานหนักมากเกินไป
ดร.วิช กล่าวว่า เนื่องจากเรายังไม่สามารถเชื่อมกับระบบสปสช.(สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)ได้ ซึ่งจริงๆเราอยากจะร่วมงานกับทางสปสช. ตอนนี้เราจึงเชื่อมกับทางร้านยาเอกชนที่มีกว่า 100 สาขาในกรุงเทพและปริมณฑล ให้คนไข้สามารถปรึกษาเภสัช และสั่งยาไปส่งถึงบ้านได้ และกำลังพัฒนาระบบที่จะร่วมงานกับเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้สามารถนัดหมายแพทย์ที่โรงพยาบาลได้ ในกรณีที่คนไข้จำเป็นต้องพบแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง
ด้านความแตกต่างของแอปพลิเคชั่น Agnos กับแอปพลิเคชั่น Telemedicine ทั่วไปคือ เราไม่จำเป็นต้องมีหมอ แต่หลักการของเราคือมาช่วยแบ่งเบาภาระหมอ ซึ่งแอปเราไม่จำเป็นต้องมีหมอ แต่จะจำลองหมอที่เป็นเสมือนเพื่อนอยู่กับคุณทุกที่ และสามารถปรึกษาอาการป่วยได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากเรามี AI ที่วิเคราะห์โรคทางกายแล้ว ก็ยังมี AI ช่วยวิเคราะห์โรคทางกายได้ด้วย เป็นแบบทดสอบโรคซึมเศร้า เราได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต พัฒนามาเพื่อวิเคราะห์คัดกรองระดับความเสี่ยงซึมเศร้า AI นี้ จะไม่ได้แค่ถาม พอเป็นเรื่องซึมเศร้า จะสัมภาษณ์ด้วย มั้งฟังน้ำเสียงและดูสีหน้า เราจะดูสิ่งที่เขาสื่อสารออกมาเรา ให้เขาสื่อสารกับตัว Avatar เรียกว่าเป็นหมอพอดี เสมือนได้คุยกับหมอเพราะการเข้าพบจิตแพทย์ยากมาก ไทยเรามีจิตแพทย์ในประเทศไม่กี่พันคน เทียบกับปริมาณคนไข้ซึมเศร้าประมาณ 1.5 หรือ 2 ล้านคน ซึ่งอาจจะดูแลคนไข้ได้ไม่ครอบคลุม
ในด้านของโมเดลธุรกิจ เราแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหลักที่ทำร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน คือนำเทคโนโลยีไปใช้ในโรงพยาบาลให้เป็น Smart Hospital อ่านต่อ
อีกส่วนคือ การเชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์ ช่วยนำเสนอสินค้า ส่งต่อสู่ผู้บริโภคที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการต่างๆ
ดร.วิชมองว่า การเริ่มต้นพัฒนา AI ด้านการแพทย์ในประเทศไทย มีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณบุคคลากรทางการแพทย์ของไทยมีจำนวนจำกัด รวมถึง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ขาดแคลนบุคลากรขึ้นไปอีก เราเลยมองว่าถ้าเราไม่เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของไทยเอง ก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติในอนาคต จึงอยากเป็นตัวแทนในการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย เพื่อคนไทยทุกคน
สามารถชม live ย้อนหลัง รายการ Startup Marketplace is Live Now ตอนที่ 10 ทางเพจ “หนุ่มเมืองจันท์” ได้ที่ https://fb.watch/oXBzf3cG8Y/