ทำไมเราหน้ามืดบ่อยจัง เช็กอาการเสี่ยง ! ภาวะเลือดจาง

ทำไมเราหน้ามืดบ่อยจัง 
เช็กอาการเสี่ยง ! ภาวะเลือดจาง

เคยมั้ย…หน้ามืด เหนื่อยง่าย หรือเวียนหัวอยู่บ่อยๆ
ถ้าเคยเป็นล่ะก็…มาเช็กดูก่อนเลยว่า เราเสี่ยงเป็น
“ภาวะโลหิตจาง” มั้ย

สำหรับใครที่ตรวจสุขภาพสิบปีหนและมีอาการหน้ามืดบ่อยๆ อาจจะต้องมาเช็กดูว่าเรามีอาการเสี่ยงมั้ยกันดูได้แล้ว เพราะว่า โรคเลือดจางอาจถึงชีวิตได้ !

วันนี้ Agnos พามาทำความรู้จักกับ โรคโลหิตจาง หนึ่งในโรคที่คนไทยเป็นเยอะที่สุดกัน !


โรคโลหิตจาง คืออะไร ?

ภาวะโลหิตจาง (Anemia) เป็นภาวะที่เรามีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ หน้าที่หลักๆของเม็ดเลือดแดง คือการนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์และอวัยวะอื่นๆ

ซึ่งถ้าเรามีเม็ดเลือดแดงน้อยเนี่ย ก็แปลว่าออกซิเจนก็อาจไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆน้อยเช่นเดียวกัน อาจส่งผลให้ร่างกาย หรือระบบในร่างกายของเราทำงานผิดปกติได้

อาการที่แสดงออกมาอาจแตกต่างไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับระดับเม็ดเลือดแดง

แล้วเพราะอะไรบางคนเม็ดเลือดแดงน้อย ?
สาเหตุของภาวะโลหิตจางสามารถแบ่งออกเป็น 3 สาเหตุหลักๆ ได้ดังนี้

1. ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง

  • การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และกรดโฟลิค
  • มีโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคตับ โรคมะเร็ง หรือโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
  • โรคของไขกระดูก เช่น มะเร็งไขกระดูก การติดเชื้อในไขกระดูก

2. เม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้นในร่างกาย

  • อาจเกิดจากการติดเชื้อ
  • โรคบางชนิด อย่าง โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ หรือโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดเลือดแดง เป็นต้น

3. ร่างกายเสียเลือดอย่างฉับพลันและเสียเลือดเรื้อรัง

เสียเลือดอย่างฉับพลัน

  • การเกิดอุบัติเหตุ
  • การผ่าตัด
  • คลอดลูก

เสียเลือดเรื้อรัง

  • การเสียเลือดจากประจำเดือน
  • โรคริดสีดวงทวาร
  • เลือดออกจากทางเดินอาหารเป็นเวลานาน

อาการของโรคเลือดจางเป็นยังไง ?

อาการของโรคโลหิตจางอาจทำให้เรารู้สึก

  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • ตาเหลืองตัวเหลือง
  • มึน และปวดหัว
  • เจ็บอก อาจมีอาการใจสั่นร่วมด้วย
  • หายใจแรง
  • ตัวซีด ปากซีด
  • เป็นลม

เลือดจางอันตรายถึงชีวิตมั้ย ?

หากเป็นโลหิตจางขั้นรุนแรงอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและสมอง อาจทำให้หัวใจทำงานหนักเพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจน จนถึงขั้นหัวใจล้มเหลวได้

นอกจากนี้อีกความอันตรายหนึ่ง จากโรคเลือดจาง คือ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเลือดจาง

ภาวะแทรกแทรกซ้อนมักจะเกิดจากการที่ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง และปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมาหลายอย่าง เช่น อาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย แผลหายช้า ท้องเสียเป็นต้น

หากผู้ที่มีภาวะโรคเลือดจางมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคเอดส์ โรคมะเร็งจะทำให้การรักษาโรคนั้นๆ รักษาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อนใหม่ได้

เคยได้ยินมั้ยว่า “ถ้าเลือดจางต้องกินเครื่องใน”

โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจะขาดสารอาหารหลักๆ ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก

สำหรับคนที่ชอบกินเครื่องใน อย่างตับ หัวใจ ไต หรือลิ้น ก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าอาหารเหล่านี้มีธาตุเหล็กค่อนข้างสูง

แล้วถ้าไม่ชอบกินเครื่องในทำไงล่ะ ?

แน่นอนว่าอาหารอื่นๆก็อุดมไปด้วยสารอาหารที่เราต้องการ ได้แก่

  • ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี
  • ผลไม้อบแห้ง เช่น ลูกเกด ลูกพรุน
  • เนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมถึงสัตว์ปีกและอาหารทะเล เช่น หอยตลับ หอยนางรม และกุ้ง
  • ธัญพืช เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเรามีความเสี่ยงเป็นโรคเลือดจาง ?

หากไม่ได้รุนแรงมากนัก โรคโลหิตจางอาจจะไม่ได้มีอาการที่รุนแรงมาก นอกจากอาการทั่วไปที่หลายๆคนอาจมองข้ามได้ อย่าง

  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • ตัวซีด ตัวเหลือง
  • ปวดหัว เวียนหัว
  • รู้สึกมึน
  • หายใจแรง หายใจลำบากขณะออกแรง
  • เจ็บอก ใจสั่น
  • เบื่ออาหาร

หากเป็นโรคเลือดจางเป็นเวลานาน อาจทำให้มีอาการ

  • มุมปากเปื่อย
  • เล็บอ่อนแอและแบน หรือเล็บเงยขึ้นมีแอ่งตรงกลางคล้ายช้อน

(เล็บเงยขึ้นมีแอ่งตรงกลางคล้ายช้อน)

โรคเลือดจาง
เล็บเงยขึ้นมีแอ่งตรงกลางคล้ายช้อน (Image credit: https://www.facebook.com/drwarayuwadee/photos/a.485685351845377/563467470733831/)

หากมีอาการที่กังวล หรือยังไม่สบายใจอยู่ สามารถ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Agnos เพื่อคัดกรองอาการเบื้องต้นได้ ด้วย AI ปัญญาประดิษฐ์ ประกอบการตัดสินใจในการรักษา  


เลือดจางหายขาดได้มั้ย ?

แน่นอนว่าได้ แต่ภาวะเลือดจางมีอาการที่ไม่เจาะจง หรือชัดเจน จึง การรักษาจึงต้องเริ่มจากการหาสาเหตุที่แน่ชัด

การรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของโรคเลือดจาง สาเหตุและระดับความรุนแรง โดยเป้าหมายการรักษา คือ การเพิ่มการลำเลียงออกซิเจนในร่างกายให้ได้มากขึ้น


วิธีการรักษา

  • ปรับพฤติกรรมการกินอาหาร

อาจเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารที่มีธาตุเหล็ก วิตามินต่างๆ รวมถึงกรดโฟลิกด้วย

  • ใช้ยาฮอร์โมน

ยาฮอร์โมนบางชนิดอาจช่วยในการสร้าง และปรับสมดุลเม็ดเลือดแดงมากขึ้น

  • ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดและไขกระดูก
  • ผ่าตัด

เพื่อช่วยรักษาการเสียเลือดมากในอวัยวะจากโรคเรื้อรังบางชนิด

  • เปลี่ยนถ่ายเลือด

เป็นวิธีรักษาสำหรับผู้ป่วยขั้นรุนแรง และระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 7-10 กรัมต่อเดซิลิตร

(คนปกติอยู่ที่เพศหญิง 12-15 กรัมต่อเดซิลิตร เพศชาย 13-17 กรัมต่อเดซิลิตร)

อีกหนึ่งวิธีที่อาจถูกมองข้ามไปบ่อยๆ คือ การตรวจสุขภาพ เป็นประจำนั่นเอง

เนื่องจากโรคเลือดจางอาจไม่ได้มีอาการที่รุนแรง หรือเจาะจงมากในบางคน ซึ่งอาจทำให้เรานั้น ไม่ได้สนใจอาการและสัญญาณเตือนต่างๆ ถ้าไม่ตรวจก็คงไม่รู้เลยว่าเรานั้นมีภาวะเลือดจางเหมือนกัน

ทาง Agnos เอง ก็มีแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาย่อมเยา เริ่มต้นเพียง 1,299 บาท โดยสามารถจองผ่านไลน์ของเราได้ @Agnos หรือคลิก https://bit.ly/AgnosLineOA เข้าไปที่แพ็กเกจตรวจสุขภาพ แจ้งชื่อและเบอร์โทร ก็สามารถจองตรวจได้ง่ายๆ

อ้างอิง :

https://www.nakornthon.com/article/detail

https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/anemia

https://www.sikarin.com/health

https://www.vichaiyut.com/th/health/informations

https://www.samitivejchinatown.com/th/health-article/

https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Anemia-how-to-eat

https://www.pobpad.com

https://www.synphaet.co.th/

https://www.phyathai.com/article_detail