ปวดข้อทั่วไป (Arthralgia)
ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค
อาการปวดข้อสามารถมีผลต่อบริเวณต่างๆ มากมายของร่างกาย เช่น นิ้วมือ ข้อมือ นิ้วเท้า หรือเข่า และมักจะมีอาการขยับข้อได้ไม่เต็มที่ (ฝืดข้อ) กดเจ็บ และบวม อาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หรือ ข้อเสื่อมซึ่งสามารถพบได้บ่อยที่สุด อาจจะมีอาการอักเสบของข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่าร่วมอยู่ด้วย และเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกัน สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดข้ออาจเกิดจาก ข้อเสื่อม แพลง หรือร้าวจากการได้รับบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุ ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสให้เกิดอาการปวดข้อได้แก่ ข้อต่อที่สึกหรอมาจากการบาดเจ็บ หรือจากการผ่าตัด ความบกพร่องทางพันธุกรรม โครงสร้างทางกายวิภาคของข้อต่อที่ได้รับผลกระทบ และโรคอ้วน เนื่องจากข้อต่อต้องแบกรับแรงกระแทกจากน้ำหนักส่วนเกิน
อาการของโรค
ข้อทั่วไปตามร่างกายล้วนมีอาการปวดได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อกระดูกสันหลัง ข้อเข่า ข้อเท้า ซึ่งข้อต่อจะต้องรับมือกับแรงกระแทก และการสึกหรออย่างต่อเนื่อง จากการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างของอาการปวดข้อที่พบเจอได้บ่อย ดังนี้
- ผู้ป่วยข้อไหล่ อาจจะมีปัญหาในการยกของ มีอาการเจ็บปวดลึกในเวลากลางคืน และมีภาวะข้อไหล่ติด ลักษณะเฉพาะคือการเคลื่อนไหวที่จำกัด และอาการปวดในข้อไหล่
- ผู้ป่วยข้อเข่า จะมีอาการปวดและสึกหรอได้ง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากรองรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย ร่วมกับสึกหรอจากแรงกระแทกที่เพิ่มขึ้นเมื่อวิ่งหรือกระโดด ผู้ป่วยที่มักมีอาการมากได้แก่ ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยน้ำหนักตัวเกิน หรือนักกีฬา ในบางกรณี อาการปวดเข่าสามารถปวดร้าวไปที่เท้า และอาจมีความรู้สึกปวดเสียวคล้ายเข็มทิ่มหรือมีความรู้สึกชาๆ
- ผู้ป่วยข้อกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน (Sacroiliac joint) อาจจะรู้สึกมีอาการเมื่อโน้มตัว หรือ เมื่อยืนขึ้นหลังจากนั่งเป็นเวลานาน อาการปวดอาจจะร้าวลงสะโพก ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมที่ใช้ร่างกายได้ และอาจจะเป็นหนักขึ้นขณะลุกจากเก้าอี้ หรือขึ้นบันได สำหรับคนบางคนอาการปวดเข่าสามารถเป็นอุปสรรคในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดิน การขึ้นบันได หรือการถือของ
แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค
ปวดข้อทั่วไปสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ในบางคนอาจมีความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติมถ้าอาการปวดข้อไม่ได้มาจากการใช้งานที่มากเกินไปและไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งสามารถเป็นอาการของโรคทางข้อต่างๆได้ ตัวอย่างเช่นโรคเกาต์ โรคข้อเสื่อม โรครูมาตอยด์ เป็นต้น และอาจมีการตรวจได้หลากหลาย เช่น
- การตรวจเอกซเรย์ (X-ray)
- การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI scan)
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
- การตรวจเลือด
แนวทางการดูแลรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีสาเหตุของการปวดข้อมาจากสิ่งใด ถ้าเป็นการปวดข้อที่มาจากการใช้งานมากเกินไป หรือมาจากอุบัติเหตุ การรักษาเบื้องต้นที่ควรทำคือ การพักการใช้ข้อนั้นๆ ร่วมกับการประคบเย็น และสามารถทานยาแก้ปวดร่วมด้วยได้ แต่ถ้าอาการปวดข้อนั้นๆมาจาก โรคต่างๆเช่นโรคเกาต์ โรคข้อเสื่อม โรครูมาตอยด์ เป็นต้น จะมีการรักษาจำเพาะต่อโรคนั้นๆต่อไป
แพทย์เฉพาะทางแนะนำ
อายุรแพทย์โรคข้อ, กุมารแพทย์ โรคข้อ กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี
ข้อควรระวัง
ผู้ป่วยที่มีอาการดังต่อไปนี้ ควรพิจารณาเข้าพบแพทย์
- ผู้ป่วยที่รักษาด้วยตัวเองเบื้องต้นแล้วยังไม่มีสัญญาณของอาการที่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน
- กลุ่มอาการเป็นๆหายๆ มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ และมีการเคลื่อนไหวของข้อที่ผิดปกติ เช่น ข้อติด, ขยับข้อไม่ได้เท่าเดิม
- กลุ่มที่มีอาการปวดตลอดเวลา และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อรุนแรง มีอาการบวม,แดง,ร้อน บริเวณข้อที่ปวดร่วมด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.pobpad.com/ปวดข้อ https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK303/