กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ถึงขั้นเสียชีวิตเลยหรอ !
หลายๆ คนคงจะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า ‘อย่าอั้นฉี่ เดี๋ยวเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ’
แต่รู้หรือไม่ว่าโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไม่อั้นฉี่ก็มีสิทธิเป็นเหมือนกัน !
วันนี้ Agnos จะพามาทำความรู้จักกับ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่อาจอันตรายกว่าที่คิด !
โรคปัสสาวะอักเสบคืออะไร ?
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Cystitis ส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
อาการของโรค
ลองสังเกตตัวเองดูว่า เราตรงกับข้อไหนบ้าง เพราะเราอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ได้ !
- ปวดท้องน้อย
- ปัสสาวะไม่สุด
- ปัสสาวะบ่อย แต่ปัสสาวะได้ครั้งละน้อยๆ
- มีอาการแสบ เสียว หรือเจ็บขณะปัสสาวะ
- กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ปัสสาวะตอนกลางคืนอยู่บ่อยๆ
- ปัสสาวะสีขุ่น
- ถึงแม้จะปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ค่อยออก และมีอาการปวด
ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจมีปัสสาวะผสมกับเลือด เนื่องจากมีการติดเชื้อบริเวณกรวยไต จนทำให้เกิดอาการอักเสบ
ปัสสาวะกี่ครั้งถึงเรียกว่าบ่อย ?
ปกติแล้วคนเราจะปัสสาวะประมาณ 6-8 ครั้งต่อวัน โดยไม่ได้มีอาการเจ็บหรือปวดใดๆ แต่หากเราปัสสาวะกะปริบกะปรอยประมาณ 8-10 ครั้ง หรือมากกว่าต่อวัน อาจเป็นสัญญาณของความเสี่ยงโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
การปัสสาวะบ่อยอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ อย่างโรคเบาหวาน หรือโรคไต เป็นต้น เพราะฉะนั้นหากใครยังไม่มั่นใจว่าเราเข้าข่ายโรคไหนกันแน่ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Agnos เพื่อเช็กอาการเบื้องต้นด้วย AI ปัญญาประดิษฐ์ได้ฟรี 24 ชม.
สนใจสามารถดาวน์โหลดได้เลยที่ https://agnoshealth.app.link/FFfeMvF1Nsb
อะไรทำให้เกิดการติดเชื้อ ?
- การกลั้นปัสสาวะ เนื่องจากเชื้อโรคในกระเพาะปัสสาวะมีเวลาเจริญเติบโตมากขึ้น
- การติดเชื้อ เช่น การทำความสะอาดทวารหนักก่อน แล้วค่อยทำความสะอาดช่องคลอด หรือการใส่ผ้าอนามัยแบบสอด
- การติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
- การใช้ยาปฏิชีวนะสวนล้างทำความสะอาดช่องคลอด อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียชนิดดีที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคหายไป จึงเกิดการติดเชื้อเกิดขึ้น
- การใช้ยากดภูมิต้านทาน
- การใส่สายสวนปัสสาวะ
ใครเสี่ยงโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ้าง ?
- เพศหญิง
- อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ โดยอาจพบได้มากถึง 4 ใน 100 ของผู้หญิงตั้งครรภ์
- เพศหญิงที่คุมกำเนิดโดยการใช้ยาฆ่าอสุจิในช่องคลอด
- อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
- ผู้ที่ใช้สายสวนปัสสาวะ และอาจคาสายไว้
- มีความผิดปกติ หรือโรคประจำตัวเกี่ยวกับไต กระเพาะปัสสาวะ หรือระบบทางเดินปัสสาวะ
- ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ
ทำไมถึงพบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ?
เนื่องจากเพศหญิงมีท่อปัสสาวะที่สั้นกว่าเพศชายมาก เชื้อโรคที่อยู่บริเวณปากช่องคลอดอาจเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ช่องคลอด ช่องปัสสาวะและทวารหนักของเพศหญิงอยู่ใกล้กันมากกว่าเพศชาย จึงอาจทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายกว่าเพศชาย
การรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบสามารถรักษาได้ด้วย การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก โดยส่วนมากผู้ป่วยจะต้องกินยาปฏิชีวนะประมาณ 3 วันถึง 1 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ผู้ป่วยต้องกินยาตามที่แพทย์สั่ง แม้จะไม่มีอาการในช่วงท้ายๆก็ตาม
สำหรับผู้ป่วยในช่วงวัยหมดประจำเดือน แพทย์อาจให้ครีมในการทาช่องคลอด โดยครีมจะเป็นฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนที่ช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น เพราะในวัยหมดประจำเดือน ร่างกายอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องคลอดเสียสมดุล และอาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาจเป็นสัญญาณ หรืออาการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ แพทย์จึงอาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของโรคและรักษาตามอาการ
กระเพาะปัสสาวะอักเสบหายเองได้มั้ย ?
หากเราไม่ได้มีอาการรุนแรง โรคนี้สามารถหายเองได้ โดยระบบภูมิคุ้มกันของเราจะค่อยๆจัดการเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะของเรานั่นเอง ในบางรายอาจมีอาการ 2-3 วัน หรืออาจนานถึงหลายอาทิตย์
แต่หากใครยังไม่มั่นใจในอาการของตัวเอง สามารถกดเข้าไปแอปพลิเคชัน Agnos เพื่อทำการเช็กอาการเบื้องต้นก่อนได้ !
กระเพาะปัสสาวะอักเสบอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต จริงหรอ?
กระเพาะปัสสาวะอักเสบอาจฟังดูไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่การปล่อยไว้นานๆ ไม่รักษาจนเรื้อรัง อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ไต จนไปถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดและทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้
โดยผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่ไต อาจมีอาการเช่น
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดหลัง ปวดเอว
- หนาวสั่น
ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ช่วยป้องกันได้จริงมั้ย ?
เราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘การปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์สามารถป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้’ ประโยคนี้เป็น เรื่องจริง
การปัสสาวะเพื่อเอาเชื้อแบคทีเรียออกก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์สามารถช่วยลดการติดเชื้อได้ !
การป้องกันวิธีอื่นๆ
- ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมี หรือน้ำหอมบริเวณอวัยวะเพศ
- ไม่ควรกลั้นปัสสาวะโดยไม่จำเป็น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ทำความสะอาดทั้งบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก
- ปัสสาวะก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการแช่อ่างน้ำเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงให้เชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย
- สวมใส่ชุดชั้นในที่มีเนื้อผ้าระบายได้ดี ไม่กักเก็บความอับชื้น
ถึงแม้โรคนี้จะสามารถหายเองได้ แต่มีความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากใครมีอาการที่ไม่สบายใจใดๆ การพบเจอโรคเร็ว และการรักษาตรงจุด อาจเป็นวิธีเดียวที่สามารถป้องกันโรคและความสูญเสียได้
โดย Agnos เป็นหนึ่งในเครื่องมือตัวช่วยให้ผู้ที่มีความกังวลสามารถตรวจเช็กอาการเบื้องต้นได้ฟรี 24 ชม.
นอกจากนี้หากต้องการจะปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการป่วย หรือปรึกษาเภสัชเกี่ยวกับยา ทางแอปพลิเคชันก็พร้อมจะให้บริการเช่นกัน !
สามารถดาวน์โหลดได้ที่ : https://agnoshealth.app.link/FFfeMvF1Nsb
อ้างอิง : https://www.pobpad.com
https://www.sikarin.com/health
https://thainakarin.co.th/cystitis-tnh/
https://www.bumrungrad.com/th/conditions/cystitis-uti-urinary-tract-infection
https://www.thonburi2hospital.com/health-detail.php?id=14
https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/infographic/cystitis/
https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Cystitis-Cause-of-Behavior