โรคฮิตที่ติดมาจากสงกรานต์ !
เชื่อว่าหลายๆคนคงจะตื่นเต้นกับสงกรานต์ปีนี้ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย หรือชาวต่างชาติ คงจะตั้งตารอการเล่นน้ำสงกรานต์นี้กันแน่ๆ !
แต่รู้หรือไม่ว่าการไปเล่นน้ำสงกรานต์ครั้งนี้ เราจะเสี่ยงโรคอะไรบ้างล่ะ ? แล้วเราจะป้องกันอาการหรือโรคเหล่านี้ยังไงได้บ้างล่ะ ?
วันนี้ Agnos จะพามาดู 4 โรค ที่อาจมาพร้อมกับสงกรานต์
การไปเล่นน้ำสงกรานต์หรือเที่ยวสงกรานต์ในฤดูร้อนของประเทศไทยเราเนี่ย อาจมีความเสี่ยงมากกว่าที่เราคิด เพราะอากาศอาจร้อนได้ถึง 40 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว จึงอาจทำให้เราเสี่ยง ‘โรคลมแดด’ อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
1.โรคลมแดด
โรคลมแดด หรือ Heat stroke คือภาวะที่ร่างกายของเรา มีอุณหภูมิมากกว่า 40 องศาเซลเซียส แน่นอนว่าเกิดจากการที่ไปอยู่ในที่ๆมีอุณหภูมิ หรือการออกไปอล่นน้ำสงกรานต์ท่ามกลางแดดร้อนเป็นเวลานาน และอาจทำให้ร่างกายไม่สามารถขับความร้อนออก หรือปรับให้อุณหภูมิลดลงได้ เป็นภาวะที่อาจทำให้เราเสียชีวิตได้อีกด้วย
สาเหตุของและปัจจัยที่ทำให้เกิด โรคลมแดด
- อยู่ในที่ๆร้อนจัด
- การใส่เสื้อผ้าที่ไม่สามารถระบายเหงื่อ หรือความร้อนได้ดี
- การออกกำลังกายอย่างหนัก
- การดื่มน้ำน้อย หรือร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ
- การกินอาหารน้อย
- การดื่มแอลกอฮอล์
อาการของ โรคลมแดด
- ตัวร้อน หรืออุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส
- มีความผิดปกติในการสื่อสาร เช่น พูดช้า พูดไม่รู้เรื่อง หรือเพ้อ
- สับสน
- ชัก
- ลุกลี้ลุกลน
- หมดสติ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เหนื่อย หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อาจเกิดอาการไตวายได้
โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีตัวที่ร้อนจัด แต่ไม่มีเหงื่อออก เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานผิดปกตินั่นเอง
วิธีรักษาโรคลมแดด
หากรู้สึกเหมือนว่าเริ่มมีอาการเวียนหัว รู้สึกร้อน หรือจะเป็นลมท่ามกลางแดด ควรรีบหลบมาในที่ร่ม
- หากสวมเสื้อคลุม ควรถอดออก
- ดื่มน้ำ หรือเกลือแร่
- นำน้ำมาพรมตามข้อพับ หรือขาหนีบ
- เปิดพัดลม หรือแอร์
ถ้าทราบว่าตัวเอง หรือคนใกล้ตัว อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคลมแดด เช่น มีโรคประจำตัว สูงอายุ ทานยาที่มีความเสี่ยง รูปร่างอ้วน ควรสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอ
ถ้าเริ่มมีอาการที่เข้าได้กับโรคลมแดด ควรรีบปฐมพยาบาลตนเองเบื้องต้น รีบไปโรงพยาบาลทันที หรือโทรเบอร์ 1669 ก่อน (หากอาศัยอยู่ในกทม. โทร 1646)
เพราะฉะนั้นหากต้องการเล่นน้ำสงกรานต์ก็อย่าลืมพักจิบน้ำ กินข้าว กินของว่างกันบ้าง !
2.โรคเชื้อรา (เชื้อราที่ผิวหนัง)
เป็นอีกหนึ่งอาการที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆและสร้างความรำคาญให้กับผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย โดยเชื้อราที่ผิวหนัง สามารถเกิดขึ้นที่ส่วนไหนก็ได้ตามร่างกายของเรา และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
สาเหตุของและปัจจัยที่ทำให้เกิด เชื้อราที่ผิวหนัง
โดยปกติแล้วเชื้อราอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นของใช้ทั่วไป พื้น ผนัง หรือน้ำสงกรานต์ที่ใช้สาดกัน ซึ่งการติดเชื้อ เกิดจากการสัมผัสเชื้อรานั้นโดยตรง บวกกับการที่เราอยู่ในสภาพหรือเสื้อผ้าที่อับชื้นและสกปรกเป็นเวลานาน
โรคและอาการที่เกี่ยวข้องกับกับเชื้อราบนผิวหนัง ที่อาจเกิดขึ้นได้
- กลาก (Ringworm)
Image credit : https://www.spu.ac.th/department/sports/aw/346/
โดยผู้ติดเชื้ออาจมีอาการผื่นคันบริเวณที่ติดเชื้อ อาจมีอาการบวมแดงหรือเป็นขุยสีขาวด้วย กลากสามารถขึ้นได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มือ เท้า เล็บ หรือบนหัวของเราก็ตาม
กลาก เกิดจากการติดเชื้อเชื้อราที่อาจอยู่ตามร่างกายของคนหรือสัตว์ รวมถึงบนของใช้อื่นๆทั่วไปที่เราสัมผัส
การรักษา กลาก
กลากสามารถรักษาได้ด้วย ยาต้านเชื้อรา ทั้งชนิดทาและชนิดกินและสามารถดูแลตัวเองได้ดังนี้
- ทาครีม หรือโลชั่น ป้องกันผิวแห้ง
- กินยาแก้แพ้ และบรรเทาอาการคัน
- หลีกเลี่ยงการเกา
- ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้สะดวก
- หากมีเหงื่อออกเยอะไม่ควรปล่อยให้หมักหมมไว้นาน ควรรีบทำความสะอาด
- เกลื้อน (Tinea Versicolor)
Image credit : https://www.spu.ac.th/department/sports/aw/346/
เกลื้อนจะมีลักษณะเป็นดวงเล็ก ๆ อาจมีสีแดง ชมพู หรือน้ำตาล อาจมีสีเข้มหรืออ่อนกว่าผิวหนังบริเวณรอบๆการติดเชื้อ
ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อจะแห้ง ตกสะเก็ด และคัน โดยโรคเกลื้อนเกิดจากเชื้อมาลาสซีเซีย (Malassezia) โดยผิวหนังของเราทุกคนมีเชื้อรามาลาสเซียอยู่แล้ว แต่หากมีจำนวนมากเกินไป อาจทำให้เกิดเกลื้อนได้
อะไรทำให้เชื้อราบนผิวของเราเยอะกว่าปกติ ?
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
- เหงื่อ
- สภาพผิวมัน
- อาการร้อน
- ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
การรักษาเกลื้อน
จริงๆแล้ว เกลื้อนสามารถหายเองได้ แต่หากต้องการรักษา สามารถทำได้ดังนี้
- ครีมอาบน้ำ หรือแชมพูขจัดเชื้อรา
- ครีมหรือเจลขจัดเชื้อรา
- ยาต้านเชื้อรา
- เชื้อราที่เท้า
เชื้อราที่เท้า หรืออีกชื่อที่เราคุ้นเคย คือ ฮ่องกงฟุต โดยผู้ป่วยจะมีอาการคัน มีผื่นแดง บริเวณเท้า หรือตามง่ามนิ้วเท้า ในบางรายอาจมีตุ่มหรือแผลอีกด้วย
ฮ่องกงฟุตเกิดจากการที่เราอาจมีเหงื่อที่เท้ามากเกินไป หรือเท้าอยู่ในสภาพที่อับชื้นเป็นเวลานาน
ฮ่องกงฟุตสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรง หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่นถุงเท้าหรือรองเท้า เป็นต้น
3.ผิวหนังไหม้แดด
คงเป็นอีกหนึ่งภาวะที่เลี่ยงได้ยากในช่วงสงกรานต์ที่อาจร้อนได้ถึง 40 องศสเซลเซียสเลยทีเดียว
ผิวหนังไหม้แดด เป็นภาวะที่ผิวของเราเกิดการอักเสบ แสบร้อน และแดง ที่เกิดจากการได้รับแสงแดด หรือรังสีอัลตราไวโอเลต (รังสียูวี)
ผิวไหม้แดดสามารถเกิดจากรังสียูวีเทียมได้เช่นกัน เช่น หลอดไฟยูวี เป็นต้น
อาการของผิวไหม้แดด
อาการอาจแสดงเมื่อโดดแดดไปประมาณ 2-6 ชั่วโมง
- มีอาการแสบผิว รู้สึกเจ็บ
- ผิวแดง ผิวอักเสบ
- ผิวลอก
- ผิวไหม้
- บางรายอาจมีตุ่มพอง
นอกจากนี้การอยู่ท่ามกลางแดดเป็นเวลานาน นอกจากจะทำร้ายผิวแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการระคายเคืองตา และแสบตาด้วย
การรักษาและป้องกันผิวไหม้แดด
โดยทั่วไปผิวไหม้แดดสามารถหายได้เอง ภายใน 1 วัน แต่หาก 2-3 วันยังไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์
- นำผ้าชุบน้ำเย็นมาประคบลงบนผิว แต่ไม่ควรเป็นน้ำเย็นจัด
- ทาครีม หรือเจลว่านหางจรเข้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว
- ทาครีมกันแดด
- ไม่ควรขัดผิว หรือถูแรงๆ
- ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ
- หากมีตุ่มพองขึ้น ควรปล่อยให้มันแตกหรือหายเอง และล้างทำความสะอาดแผลให้สะอาด
- หลีกเลี่ยงแดด และอยู่ในที่ร่ม
- ใส่เสื้อผ้าที่ไม่บางจนเกินไป และสามารถป้องกันผิวของเรา จากแสงยูวีได้
4.ผื่น หรือผื่นแพ้
ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นแดง มีอาการคัน ผิวแห้ง เป็นขุย บางครั้งอาจมีร่องแตกตามผิวหนังจนทำให้เกิดอาการเจ็บได้ นอกจากนี้ หากผิวนั้นบริเวณนั้นๆมีการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจทำให้มีมีตุ่มน้ำเล็กๆ ตุ่มหนอง หรือผื่นบวมแดง ที่มีน้ำเหลืองเป็นต้น
มีผื่นแพ้หลังเล่นน้ำสงกรานต์ รักษายังไงดี ?
- รักษาความสะอาดบริเวณที่ผื่นขึ้นเป็นพิเศษ เช่น หลังเล่นสงกรานต์ควรทำความสะอาดร่างกายทันที
- ใช้ครีมอาบน้ำ หรือครีมที่อ่อนโยนต่อผิว
- สามารถซื้อยาแก้แพ้จากร้านขายยามากินดูอาการก่อนได้ หรือทายารักษาผื่น (ตามคำสั่งเภสัช หรือ แพทย์)
- ไม่เกา หรือขัดบริเวณผื่น
- หากรู้สาเหตุหรือต้นตอของการเกิดผื่น ควรหลีกเลี่ยงทันที
- ทาครีม หรือเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว
- หลีกเลี่ยงความร้อน ไม่ว่าจะเป็นอากาศ หรือการอาบน้ำร้อน
5. ไข้หวัด
เป็นอีกหนึ่งโรคที่เราพลาดไม่ได้เลย..คือโรคไข้หวัด หรือ Common cold
ไข้หวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่บริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น และยิ่งในช่วงสงกรานต์ที่มีความร้อนและชื้นสูง รวมถึงผู้คนมากมายที่ต้องเบียดและใกล้ชิดกัน อาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น
ไข้หวัดสามารถติดกันได้หลายทางมาก ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสเชื้อไวรัสโดยตรง เช่น เมื่อมีเชื้อหวัดติดที่มือ และไปสัมผัสผู้อื่น หรือ เมื่อนำไปขยี้ตาหรือแคะจมูกก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ รวมถึงสามารถติดผ่านน้ำลาย เสมหะ น้ำมูก การไอ รวมถึงการหายใจรดกันอีกด้วย
อาการของ ไข้หวัด
ในช่วง 2-3 วันแรก อาจมีอาการรุนแรงเล็กน้อย แต่จะค่อยๆทุเลาลง โดยส่วนมาก โรคไข้หวัดจะมีอาการประมาณ 7-14 วัน อาการที่พบได้บ่อย เช่น
- เจ็บคอ
- น้ำมูกไหล
- คัดจมูก หายใจไม่สะดวกเนื่องจากจมูกบวม มีน้ำมูกอุดตันภายในจมูก
- ไอ (มีหรือไม่มีเสมหะก็ได้)
- จาม
- เสียงแหบ
- ไข้ต่ำ
การรักษา
ถึงแม้ไข้หวัดจะเป็นโรคที่ไม่มียารักษาโดยตรง แต่ไข้หวัด สามารถหายเองได้เอง หากดูแลตัวเองได้ถูกต้อง เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื้มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงการกินอาหารที่มีประโยชน์ด้วย
นอกจากนี้ ไข้หวัดสามารถกินยาได้ตามอาการได้ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้คัดจมูก ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอ
6. โควิด 19
ถึงแม้หลายๆประเทศได้ยกเลิกมาตราการโควิด 19 และได้คลายความกังวลเกี่ยวกับโควิดไปมากแล้ว แต่ในช่วงสงกรานต์นี้ มีผู้ติดโควิด เพิ่มขึ้นถึง 159%
โดยหากเทียบจำนวนผู้ติดเชื้อของวันที่ 2-8 เมษายน กับ 9-15 เมษายน จะพบว่า ผู้ติดเชื้อ (จากการตรวจ PCR) เพิ่มขึ้น 159% จากอาทิตย์ละ 168 คน เป็น 435 คนนั่นเอง
โควิด 19 สายพันธุ์หลักที่อยู่ใน ยังคงเป็น สายพันธุ์โอมิครอน แต่มีการพบสายพันธุ์ย่อยใหม่เข้ามาแล้ว คือ XBB.1.16 ซึ่งตรวจพบแล้วถึง 6 ราย
ถึงแม้จำนวนของผู้เสียชีวิตจะคงที่ แต่จำนวนตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้น และอาจมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นนี้อาจน่ากังวลอยู่ไม่น้อย
อาการของโควิด 19 (โอมิครอน)
โอไมครอนสามารถติดซ้ำได้ แต่ส่วนมากเชื้อจะอยู่ที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ไม่ลงปอด ผู้ป่วยจึงมีอาการไม่รุนแรงนั่นเอง
- ไม่ได้สูญเสียการได้กลิ่นหรือรส
- ไม่ค่อยมีไข้ หรือไข้ต่ำ
- ไอต่อเนื่อง
- มีอาการเจ็บคอ
- อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อย
- หากอาการุนแรง อาจมีอาการปอดอักเสบ
การรักษา
หากมีอาการไม่รุนแรงและได้รับวัคซีนแล้ว อาจสามารถหายเองได้ และสามารถรักษาตามอาการได้ เช่น หากมีไข้ อาจกินยาลดไข้ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังสามารถกินยาต้านไวรัสได้ ปัจจุบันยาต้านไวรัสที่ใช้ในประเทศไทย คือ ยาต้านไวรัส Favipiravir ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวหรือสีเหลืองที่มีอาการไม่มาก และ ยาต้านไวรัส Remdesivir อาจพิจารณาให้ใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยอาการปานกลาง และอาการรุนแรง
***การใช้ยาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์
แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนตื่นเต้นกับการเที่ยว และสงกรานต์ปีนี้อย่างมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ควรจะมองข้ามอาการเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับตัวเองเพราะฉะนั้น การสังเกตอาการตัวเองและคนใกล้ตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย
สงกรานต์ปีนี้ Agnos อยากส่งต่อสุขภาพที่ดีให้กับทุกๆคน โดยหากใครมีอาการที่กังวลใจใดๆ สามารถดาวน์โหลดและเข้าไปเช็กอาการเบื้องต้นได้ในแอปพลิเคชัน Agnos
นอกจากนี้ทาง Agnos ยังมีโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาย่อมเยาเริ่มต้นเพียง 1,399 บาทอีกต่อ
สงกรานต์ปีนี้ ส่งต่อสุขภาพที่ดีให้กันนะ
อ้างอิง :
https://hellokhunmor.com
https://www.pobpad.com/
https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/october-2021/atopic-dermatitis
https://www.demedclinic.com/content/5882/
https://www.thairath.co.th/lifestyle/health-and-beauty/1536343
https://www.pobpad.com/เกลื้อน
https://www.bumrungrad.com/th/conditions/allergic-contact-dermatitis
https://www.vibhavadi.com/Health-expert/detail/448
https://www.pobpad.com/ไข้หวัด
https://www.blockdit.com/posts/643d0489d364ae42ff763870