Gaslighting…ถูกปั่นหัวในความสัมพันธ์ !

Gaslighting…ถูกปั่นหัวในความสัมพันธ์ !

Gaslighting คือ ?

“เรื่องแค่นี้จะโวยวายทำไม”

“คิดไปเองหรือเปล่า ?”

“ที่ทำไปเพราะเป็นห่วง”

“คนอื่นเขายังทนได้เลย ทำไมแค่นี้ทนไม่ได้”

เชื่อว่าหลายๆคนคงอาจคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้กันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย เมื่อเราเจอกับเหตุการณ์หรือปัญหาอะไรที่เราไม่ได้ทำผิด แต่ทำไมอยู่ดีๆ เรากลับรู้สึกผิด หรือกลายเป็นคนผิดไปได้ ?

นอกจากนี้ เมื่อเราได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยๆ จนบางทีเราก็เริ่มสงสัยในตัวเองขึ้นมาและเชื่อว่าสิ่งที่คนอื่นพูดนั้น เป็นเรื่องจริง !

วันนี้ Agnos จะพามาทำความรู้จักกับ Gaslighting กลลวงและการปั่นหัวในความสัมพันธ์ที่เราเองอาจตกเป็นเหยื่อ หรือบางทีเรานี่แหละที่ไปทำพฤติกรรมแบบนี้อยู่

Gaslighting คืออะไร ?

การปั่นหัวและการบงการในความสัมพันธ์ ที่ทำให้เหยื่อสงสัยว่าตัวเองเป็นคนผิด เพื่อให้ผู้กระทำสามารถควบคุมเหยื่อได้ โดยนับได้ว่า Gaslighting นั้นเป็นรูปแบบของการควบคุมทางจิตใจชนิดหนึ่ง (Psychological Manipulation)

Gaslighting สามารถเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่ในที่ทำงานก็ตาม

คำว่า Gaslighting มาจากไหน ?

คำๆ นี้มาจากภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า Gaslight ในปี ค.ศ. 1944 เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับ สามีที่ต้องการจะครอบครองสมบัติของภรรยา โดยการทำให้ภรรยาคิดว่าตัวเองนั้นมีปัญหาทางจิต สามีมักจะหรี่ไฟตะเกียง (Gaslight) ลง และเมื่อภรรยาถามว่า แสงมันมืดลงหรือเปล่า ? สามีก็จะตอบว่า ไม่ เธอคิดไปเอง แสงมันเท่าเดิม

Gaslighting

นอกจากนี้เขายังมักจะพูดหรือทำให้ภรรยาของเขาขาดความมั่นใจและหันมาพึ่งสามีตลอดเวลา และเขาทำแบบไปเรื่อยๆ จนภรรยาคิดว่าตัวเองนั้นมีความผิดปกติทางจิตจริงๆ


ประโยคสุดฮิตแบบ Gaslighting ที่เรามักได้ยินในชีวิตประจำวัน

  • ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นซะหน่อย คิดไปเอง
  • คิดมากไปหรือเปล่า ? แค่ล้อเล่น
  • ที่ทำไปเพราะรัก เพราะเป็นห่วงนะ
  • เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง เราเลย…
  • อย่าอ่อนไหวเกินไปสิ
  • ทุกคนคิดว่าเธอบ้าไปแล้ว
  • จริงๆแล้วเธอนั่นแหละเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องทำแบบนี้
  • ขอโทษแล้วกันที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น

ส่วนมากแล้ว Gaslighter (ผู้กระทำ หรือคนที่ปั่นหัวคนอื่น) มักต้องการที่จะทำให้เรารู้สึกผิดต่อเหตุการณ์นั้นๆ พยายามป้ายความผิด และทำให้เราติดหนี้อะไรเขาอยู่นั่นเอง


แล้ว Gaslighting อันตรายยังไง ?

หลายๆ คนอาจมองว่า Gaslighting หรือแค่คำพูดเหล่านี้ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากหนิ ก็แค่ไม่สนใจก็พอแล้ว แต่อย่าลืมว่าคนเรานั้นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางอารมณ์หรือวิธีรับมือกับอารมณ์ที่เข้ามา เพราะฉะนั้นแล้วเราไม่สามารถเอามาตราฐานของเราไปตัดสินผู้อื่นได้

หรือบางที…เราเองนี่แหละที่ทำตัวเป็น Gaslighter ?

ความอันตรายและสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราโดน Gaslighting

  • เราเริ่มโทษตัวเองและสงสัยในตัวเอง เช่น เริ่มตั้งคำถามอย่างหรือเรื่องมันไม่ได้มีอะไร เราแค่อ่อนไหวไปเอง ?
  • ไม่กล้าแสดงออก อาจเพราะกลัวโดนว่า หรือดูแย่
  • วิตกกังวล กลัวว่าจะทำให้ใครไม่พอใจ หรือทำผิด
  • สูญเสียตัวตนของตัวเอง และความมั่นใจ
  • รู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่มีใคร รู้สึกโดดเดี่ยว
  • ผิดหวังในตัวเอง

อาการและพฤติกรรมเหล่านี้อาจก่อให้เกิดภาวะความเครียดและซึมเศร้าได้ และหากพบเจอเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้เกิดอาการเรื้อรังหรือปัญหาทางสุขภาพจิตอื่นๆได้ เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล

หากใครมีอาการที่กังวลใจใดๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Agnos เพื่อทำการวิเคราะห์อาการเบื้องต้นได้ ฟรี 24 ชม. !


หลีกเลี่ยง Gaslighting ยังไงดี ?

ทางเราก็เข้าใจดีว่า คำพูดมักง่ายกว่าการกระทำเสมอ แต่หากเราไม่เริ่มต้น เราคงจะไม่มีวันหลุดออกจากวังวนนี้ได้แน่นอน !

  1. เว้นระยะห่างจาก Gaslighter เราอาจเริ่มเว้นระยะห่างออกจากเหตุการณ์หรือบุคคลนั้นๆ เพื่อที่จะตั้งสติและวางแผนการรับมือ
  2. เก็บหลักฐาน การโดน Gaslighting มักทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นใจและสงสัยในตัวเอง การมีหลักฐานว่าเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นไปตามแบบที่คุณกล่าว คงจะเป็นเครื่องยืนยันและเสริมความมั่นใจให้กับตัวคุณเองว่า คุณทำถูกแล้วและไม่ได้คิดไปเอง
  3. การขอความช่วยเหลือ มุมมองจากคนภายนอกอาจทำให้คุณเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นได้ การพูดคุยและปรึกษากับคนที่คุณไว้ใจอาจช่วยให้คุณให้ผ่อนคลายและแก้ไขปัญหาได้ดีมากขึ้น


ตัวอย่าง Gaslighting ในแต่ละความสัมพันธ์

เรามาลองเช็กดูกันว่า ในแต่ละความสัมพันธ์ของเรานั้น

Workplace Gaslighting หรือการโดนปั่นหัวในที่ทำงาน

  • เรามักโดนหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานจับผิดเสมอ
  • ไม่เคยได้รับการตอบรับเชิงบวกจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน
  • ความคิดเห็นไม่ได้รับการยอมรับ
  • มีการเปลี่ยนแปลงแต่เราไม่ได้รับแจ้งอยู่คนเดียว

Gaslighting Parents หรือ การปั่นหัวหรือควบคุมระหว่างผู้ปกครองและเด็ก

  • ควบคุมลูกอยู่เสมอ หรือตัดสินใจแทน
  • ใช้ข้ออ้างว่า ทำเพราะรัก
  • มักคิดว่าตัวเองรู้จักลูกดีที่สุด
  • ไม่ยอมรับผิด หรือขอโทษ
  • ไม่ใส่ใจในความรู้สึกของเด็กมากนัก

และนี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น Agnos อยากจะย้ำอีกรอบว่าเรื่องเหล่านี้สามารถเกิดกับความสัมพันธ์แบบไหนก็ได้ และใครก็สามารถเป็น Gaslighter ได้ !

ความรุนแรงจากคำพูดนั้นก็นับเป็นความรุนแรงชนิดหนึ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลย

คำพูดที่เราอาจไม่คิดว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจใครอาจส่งผลมากมายต่อผู้ฟัง โดยในระยะยาวอาจส่งผลให้ผู้ถูกกระทำมีภาวะหรือปัญหาสุขภาพจิตเลยก็ได้

Agnos ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและแรงสนับสนุนให้ทุกๆคนที่กำลังเจอปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม และอย่าลืม หากมีปัญหาทางสุขภาพกายหรือใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Agnos เพื่อวิเคราะห์อาการป่วยเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง !


อ้างอิง : https://www.parentingforbrain.com/gaslighting-parents

https://thematter.co/social/how-to-deal-with-gaslighting-in-the-workplace/146662

https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/gaslighting

https://clubsister.com/lifestyle/what-is-gaslighting-mean

https://www.alljitblog.com/

https://thestandard.co/podcast/knd737/