อาการคัน มองข้ามไม่ได้นะ !

อาการคัน มองข้ามไม่ได้นะ !

3 โรค ที่เริ่มต้นจากอาการเล็กๆน้อยๆ อย่างอาการคัน

เชื้อราในช่องคลอด  (Vaginal Candidiasis)
เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาการคันอย่างรุนแรง

ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย(Bacterial Vaginosis)
เกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียภายในช่องคลอด

พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis)
พยาธิในช่องคลอดเกิดจากการติดเชื้อ Trichomonas vaginalis เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย

หากเริ่มมีอาการระคายเคือง หรือ คันเป็นระยะเวลานาน ลองมาปรึกษา Agnos ดูก่อนได้ แอปพลิเคชั่นที่ใช้ AI วิเคราะห์อาการป่วยเบื้องต้น

สามารถดาวน์โหลด และใช้งานได้ฟรีแล้วที่นี่  📲 http://onelink.to/2fryfd

1.เชื้อราในช่องคลอด  (Vaginal Candidiasis)

เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาการคันอย่างรุนแรง

การเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นปัญหาที่พบมากในผู้หญิง โดยผู้หญิงทุก 3 ใน 4 คนเคยเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

อาการ:

  • คันอย่างรุนแรงบริเวณปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด
  • มีอาการแสบร้อน (ขณะมีเพศสัมพันธุ์ , ปัสสาวะ)
  • ตกขาว (สีขาวข้น มีน้ำใสๆ จับตัวเป็นก้อน)
  • เกิดผื่นแดง (บริเวณอวัยวะเพศ และรอบๆต้นขา)

โรคเชื้อราในช่องคลอดเกิดจากการเพิ่มจำนวนเชื้อรามากกว่าปกติภายในช่องคลอด จนเสียสมดุล โดยปกติเชื้อราเหล่านี้มักอาศัยอยู่ตามช่องปาก อวัยวะเพศ ระบบทางเดินอาหาร หรือบนผิวหนังของคนเราในปริมาณน้อยและไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อเชื้อราเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นจึงพัฒนาให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ เชื้อราที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออาจเกิดได้จากหลายสายพันธ์ุ แต่สายพันธ์ุที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในช่องคลอดได้มากที่สุดมีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ซึ่งเป็นเชื้อราในกลุ่ม แคนดิดา (Candida)

ระยะเวลา : ไม่กี่ชั่วโมงจนถึงสัปดาห์ บางรายถึงเดือน +

สาเหตุ :

  • การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ซึ่งจะไปลดปริมาณแบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส และทำให้ค่าความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอดเสียสมดุล
  • การตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้
  • สภาวะของร่างกายที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เป็นโรคทางผิวหนังอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังอื่น ๆ
  • มีภาวะโรคอ้วน
  • การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดหรือการรับประทานยาคุมกำเนิดในปริมาณสูง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การสวนล้างช่องคลอดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยบริเวณช่องคลอดบ่อย ๆ อาจทำให้เสียสมดุลภายในช่องคลอด

การรักษา :

-ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคไม่รุนแรงสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไป ควบคู่กับการดูแลตนเองได้จากที่บ้านโดย

2.ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย(Bacterial Vaginosis)

เกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียภายในช่องคลอด อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง คัน และมีตกขาวผิดปกติ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงทุกช่วงวัย แต่มักพบมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีช่วงอายุ 15-49 ปี

อาการ

มีอาการตกขาวผิดปกติโดยจะมีสีเขียว สีขาว หรือสีเทา มีลักษณะเป็นน้ำ เป็นฟอง หรือเป็นแผ่น และมีกลิ่นเหม็นเหมือนคาวปลา จะมีลักษณะอาการคล้าย อาการเชื้อราในช่องคลอด

หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์

  • มีลักษณะตกขาวเปลี่ยนไป ร่วมกับมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • มีไข้
  • มีการติดเชื้อที่ช่องคลอดอยู่ก่อนหน้า แต่ตกขาวมีสีและลักษณะเปลี่ยนไป
  • มีคู่นอนหลายคนหรือเพิ่งเปลี่ยนคู่นอนใหม่ แล้วมีสัญญาณและอาการของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่คล้ายคลึงกับอาการภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
  • ใช้ยารักษาการติดเชื้อราที่ช่องคลอดด้วยตนเอง แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

สาเหตุ :โดยทั่วไปในช่องคลอดจะมีทั้งแบคทีเรียชนิดที่ดีอย่างแลคโตบาซิลัส (Lactobacillus) และชนิดที่ไม่ดีอย่างแอนแอโรบส์ (Anaerobes) ซึ่งหากมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีมากจนเกินไปจะทำให้ปริมาณแบคทีเรียภายในช่องคลอดเสียสมดุลและเกิดภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้

ปัจจัยอื่น :

  • การสูบบุหรี่
  • การสวนล้างช่องคลอด
  • การใส่ห่วงคุมกำเนิด
  • โดยเฉพาะในสตรีที่มีประจำเดือนกะปริดกะปรอยร่วมด้วย
  • การตั้งครรภ์ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด Bacterial Vaginosis มากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายขณะตั้งครรภ์
  • การไม่สวมถุงยางอนามัยหรือไม่ใช้แผ่นยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์

การรักษา

*การไปหาแพทย์ ผู้ป่วยห้ามทำความสะอาดหรือใช้สเปรย์พ่นช่องคลอดก่อนรับการตรวจ เพราะอาจไปดับกลิ่นที่ช่วยในการวินิจฉัยของแพทย์ และอาจเกิดอาการระคายเคือง

*ควรนัดวันไปพบแพทย์ในช่วงที่ไม่มีประจำเดือนด้วย

  • การตรวจภายใน แพทย์อาจวินิจฉัยอาการได้จากการสังเกตบริเวณโดยรอบช่องคลอด เช่น มีกลิ่นเหม็น หรือมีตกขาวผิดปกติหรือไม่  แพทย์อาจใช้มือข้างหนึ่งตรวจในช่องคลอดและใช้มืออีกข้างกดบริเวณหน้าท้อง หรือใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตรวจดูภายในช่องคลอด เพื่อตรวจสอบอวัยวะบริเวณอุ้งเชิงกรานและหาสัญญาณของการติดเชื้อภายใน
  • การตรวจตกขาว แพทย์จะนำตัวอย่างของตกขาวที่เก็บได้ภายในช่องคลอดออกมาตรวจโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อให้ทราบว่าเป็นภาวะ Bacterial Vaginosis หรือไม่
  • การตรวจวัดค่า pH วิธีนี้จะใช้ตรวจสอบความเป็นกรดภายในช่องคลอด โดยระดับค่า pH ที่ 4.5 หรือมากกว่า จะถือเป็นสัญญาณของภาวะ Bacterial Vaginosis

3. พยาธิในช่องคลอด(Trichomoniasis)

ภาวะติดเชื้อปรสิตจากการมีเพศสัมพันธ์ อาจทำให้ผู้หญิงมีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ

ผู้หญิง

  • ช่องคลอดส่งกลิ่นเหม็น
  • มีตกขาวสีเขียวและเป็นฟอง
  • เจ็บขณะปัสสาวะ
  • อาจทำให้หญิงมีครรภ์เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ผู้ชาย : สามารถติดเชื้อได้เช่นกันแต่มักไม่แสดงอาการ โดยผู้ที่ติดเชื้อควรรับประทานยาปฏิชีวนะจนกว่าจะหายดี แต่บางรายอาจกลับมาเป็นซ้ำได้

การติดเชื้อในช่วงแรกจะไม่แสดงอาการ แต่อาจมีอาการได้ตั้งแต่ 5-28 วันขึ้นไป

อาการ :

  • มีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวเป็นฟอง ซึ่งอาจเป็นสีขาว เทา เหลือง หรือเขียว และอาจส่งกลิ่นเหม็นคาวปลา
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอด
  • บวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปวดปัสสาวะบ่อย
  • เจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

*ควรพบแพทย์ทันที หากมีอาการเหล่านี้

สาเหตุ :

พยาธิในช่องคลอดเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัว Trichomonas Vaginalis ที่ตรวจพบได้จากน้ำในช่องคลอดหรือน้ำอสุจิของผู้ป่วย ซึ่งติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และผู้หญิงสามารถติดเชื้อนี้ได้ทั้งในช่องคลอดและท่อปัสสาวะ

กลุ่มเสี่ยง :

  • ผู้ที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • มีเพศสัมพันธุ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
  • เคยเป็นโรคนี้ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์โรคอื่นๆ

การรักษา : ต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยเร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างที่ใช้ยาเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซล และอย่างน้อย 3 วันหลังหยุดใช้ยา เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หรือผิวแดง
  • งดมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษาและหลังจากหายเป็นปกติอย่างน้อย 1 สัปดาห์ (ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น)
  • ปรึกษาแพทย์ถึงการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ หากแพ้ยาเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซล
  • หญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซล เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตนเองหรือทารกได้ โดยเฉพาะหากรับประทานยาปริมาณมากในครั้งเดียว
  • ยาเมโทรนิดาโซลอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกถึงรสโลหะในปาก เป็นต้น

อ้างอิง

https://www.pobpad.com/bacterial-vaginosis-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%88#:~:text=Bacterial%20Vaginosis%20%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87,%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%2015%2D49%20%E0%B8%9B%E0%B8%B5

https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94#:~:text=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94&text=%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%20%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2,%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8%20%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2

https://www.pobpad.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94