งูสวัด (Herpes zoster)

งูสวัด (Herpes zoster)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค

งูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส varicella zoster virus ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส โดยเมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้วเชื้อจะค่อยๆ เคลื่อนตัวตามแนวเส้นประสาทเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายโดยไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใดๆ แต่เมื่อใดที่ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอย่างเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น เชื้อไวรัสก็สามารถกำเริบและก่อให้เกิดโรคงูสวัดขึ้นมาได้

อาการของโรค

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนัง ในบางรายแม้เพียงการสัมผัสเบาๆ หรือการสัมผัสของเสื้อผ้าก็อาจทำให้เกิดอาการปวดได้ หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นและกลายเป็นตุ่มนูนคล้ายตุ่มอีสุกอีใส ต่างกันตรงที่ผื่นหรือตุ่มของโรคงูสวัดจะไม่กระจายทั่วตัว แต่จะเรียงเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวยาวตามแนวของเส้นประสาท ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส และแตกออกจนตกสะเก็ดในที่สุด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไข้ร่วมด้วย

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค

สำหรับโรคงูสวัดแพทย์จะสามารถวินิจฉัยได้จากประวัติ และการตรวจร่างกาย ดูลักษณะผื่นหรือผิวหนังของผู้ป่วย และให้การวินิจฉัยได้เลย แต่หากอาการเป็นรุนแรง หรือมีลักษณะของการติดเชื้อร่วมด้วย แพทย์อาจจะมีการเจาะตรวจเลือดเพิ่มเติม หรือหากลักษณะผื่นไม่ชัดเจน แพทย์อาจทำการขูดเอาผิวหนังที่เป็นตุ่มไปตรวจ หรือตัดชิ้นเนื้อเล็กๆไปตรวจเพิ่มเติม

แนวทางการดูแลรักษา

  • ในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันปกติอาจรักษาตามอาการ เช่น รับประทานยาแก้ปวด เนื่องจากสามารถหายได้เอง
  • ในผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก การได้รับประทาน ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ จะช่วยให้รอยโรคทางผิวหนังหายได้เร็วขึ้นและลดความรุนแรงของโรค รวมถึงลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้
  • ประคบแผลด้วยน้ำเกลือ ครั้งละประมาณ 10 นาที 3-4 ครั้ง/วัน จะช่วยทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น
  • ในรายที่ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจต้องได้รับยา ปฏิชีวนะชนิดทาหรือรับประทานร่วมด้วย
  • ตัดเล็บสั้น ไม่แกะเกา และอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมและกลายเป็นแผลเป็น
  • ถ้ามีอาการปวดหลังการติดเชื้อ สามารถรับประทานยาพาราเซตตามอลแก้ปวด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

อายุรแพทย์ผิวหนัง, กุมารแพทย์ โรคติดเชื้อ กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี

ข้อควรระวัง

ไม่ควรรักษาด้วยการเป่ายา การพ่นหรือทายาสมุนไพรลงไปบริเวณตุ่มน้ำ เพราะจะทำให้ผื่นงูสวัดนั้นเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้แผลหายช้า และกลายเป็นแผลเป็นได้ หากผื่นขึ้นที่ใบหน้า หรือบริเวณใกล้ดวงตา มีไข้ขึ้น มีตาแดง หรือปวดตา ตาพร่ามัวร่วมด้วย ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเสมอ

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=1085 https://dermnetnz.org/topics/herpes-zoster/