เลือดออกช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน (Post- menopausal bleeding unspecified)

เลือดออกช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน
(Post- menopausal bleeding unspecified)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค

ภาวะเลือดออกช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน หมายถึง สตรีที่มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังจากที่ไม่มีระดูติดต่อกันอย่างน้อย 12 เดือน โดยที่สตรีผู้นั้นอยู่ในควรอยู่ในช่วงวัยหมดระดู ช่วงปกติอยู่ที่อายุ 45 ถึง 55 ปี สาเหตุของเลือดออกหลังหมดประจำเดือนสามารถจำแนกตามตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ ได้ดังนี้

  • สาเหตุจากโพรงมดลูก ได้แก่
  • เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อบาง จากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เกิดการเสียดสีระหว่างเยื่อบุโพรงมดลูก เกิดการอักเสบเรื้อรัง ส่งผลทำให้เกิดเลือดออกได้
  • ติ่งเนื้อในพรงมดลูก เป็นเนื้องอกที่ไม่อันตราย เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้เกิดเลือดออกในช่วงใกล้หมดระดู หรือช่วงหมดระดูระยะเริ่มต้น ซึ่งเนื้องอกชนิดนี้ สามารถถูกกระตุ้นได้ด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ เนื่องจากในสตรีที่หมดระดูไปแล้ว จะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เจริญขึ้น ดังนั้นภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาตัวผิดปกติ ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติ จำเป็นต้องหาสาเหตุ ซึ่งอาจเกิดจากที่มีฮอร์โมนผิดปกติจากเนื้องอกที่รังไข่ หรือต่อมหมวกไต หรืออาจเป็นฮอร์โมนที่ได้รับจากภายนอกก็ได้
  • มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของสตรีที่มีเลือดออกหลังวัยหมดระดู โดยอุบัติการณ์เพิ่มตามอายุที่มากขึ้น
  • สาเหตุนอกโพรงมดลูก ได้แก่
  • ภาวะช่องคลอดแห้ง เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เยื่อบุช่องคลอดสีซีด แห้ง ถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้น เยื่อบุผิวที่บางจะเปื่อยยุ่ยง่าย และอาจมีจุดเลือดออก หรือมีแผลเกิดขึ้นทำให้มีเลือดออกได้ง่าย
  • เนื้องอกมะเร็งบริเวณที่ปากมดลูก ช่องคลอด หรือ อวัยวะเพศ
  • เนื้องอกที่รังไข่ที่สามารถฮอร์โมนเอสโตรเจนได้
  • สาเหตุที่ไม่ได้มาจากอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ท่อทางเดินปัสสาวะอักเสบ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวารหนัก หรือความผิดปกติการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเลือดที่ออกมาจากอวัยวะสืบพันธุ์ได้

อาการของโรค

สตรีที่มีภาวะเลือดออกช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน มักจะมีเลือดออกกะปริบกะปรอย ปริมาณเลือดที่ออกแต่ละครั้งมีมากหรือน้อยแล้วแต่สาเหตุการเกิดโรค และระยะเวลาที่เป็นโรค ในกรณีที่มีเลือดออกทางช่องคลอดมาก หรือเป็นมาระยะเวลายาวนาน อาจมาด้วยอาการซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืดร่วมด้วยได้

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค

แพทย์จะทำการซักประวัติเกี่ยวกับประจำเดือน เลือดที่อออกผิดปกติ ประวัติมะเร็งในครอบครัว ประวัติการคุมกำเนิดหรือใช้ยาฮอร์โมน และถามหาอาการร่วมอื่นๆที่จะช่วยบ่งชี้โรคโรคได้ ร่วมกับการตรวจภายใน เพื่อหารอยโรคในช่องคลอด ติ่งเนื้อที่ปากมดลูก เนื้องอกมดลูก หากยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้จากการตรวจภายในเบื้องต้น จะมีการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆต่อไป ได้แก่

  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อหารอยโรคในโพรงมดลูก กล้ามเนื้อมดลูกและรังไข่ ซึ่งสามารถท่าได้ทั้งทางช่องคลอดและทวารหนัก จะให้ผลการตรวจที่ชัดเจนกว่าการตรวจอัลตร้าซาวนด์ทางหน้าท้อง
  • ตรวจอัลตราซาวนด์พร้อมกับฉีดน้ำเกลือเข้าโพรงมดลูก ช่วยเพิ่มความแม่นย่าในการตรวจหารอยโรคในโพรงมดลูก โดยน้ำเกลือที่ฉีดเข้าในโพรงมดลูกจะทำให้มองเห็นรอยโรคแยกออกจากเยื่อบุมดลูกได้ชัดเจนขึ้น
  • การขูดมดลูก จะทำเพื่อการรักษา เพื่อหยุดเลือด ร่วมกับการนำชิ้นเนื้อที่ขูดได้ไปตรวจวินิจฉัยต่อไป
  • การดูดชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก เพื่อนำเซลล์มาตรวจทางพยาธิวิทยา โดยวิธีนี้มีความเจ็บปวดน้อยกว่าการขูดมดลูก สามารถทำได้ในห้องตรวจจึงเป็นการตรวจที่นิยมมากขึ้น เพื่อทดแทนการขูดมดลูก
  • การตรวจโดยการส่องกล้องในโพรงมดลูก เป็นวิธีที่มีความแม่นย่าสูงสุดและยังสามารถให้การรักษาได้ในคราวเดียวกัน แต่มีข้อจำกัดคือ เป็นการตรวจที่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องการนรีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ทำการตรวจ

แนวทางการดูแลรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น

  • ถ้าโพรงมดลูกบางเกินไปก็ให้ยาฮอร์โมนเสริม
  • มีเนื้องอกหรือติ่งเนื้อในโพรงมดลูกก็ต้องผ่าตัดเอาออก แล้วเอาชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติม
  • ถ้าถึงขั้นเป็นมะเร็งก็ต้องผ่าตัดมดลูกออก ร่วมกับการให้เคมีบำบัด หรือฉายแสงรังสีรักษา
  • ในรายที่เป็นมากเลือดออกมากอาจจะต้องทำการขูดมดลูกเพื่อหยุดเลือดก่อน แล้วนำชิ้นเนื้อที่ขูดได้ไปตรวจวินิจฉัยต่อไป

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

สูตินรีแพทย์

ข้อควรระวัง

ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกเกิดได้จากหลายสาเหตุมากมาย ซึ่งสาเหตุเป็นได้ตั้งแต่สาเหตุเล็กน้อยไปจนถึงสาเหตุที่อันตราย เช่น มะเร็งปากมดลูก ดังนั้นผู้ที่มีอาการควรเข้าไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาสาเหตุนั้นๆต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/index.php?option=com_content&view=article&id=1084:postmenopausal-bleeding&catid=45&Itemid=561 https://www.health.harvard.edu/womens-health/postmenopausal-bleeding-dont-worry-but-do-call-your-doctor