กรวยไตอักเสบติดเชื้อ (Pyelonephritis)

กรวยไตอักเสบติดเชื้อ
(Pyelonephritis)

ข้อมูลโรคและสาเหตุการเกิดโรค

กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) คือ ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณกรวยไตซึ่งอยู่ระหว่างไตกับท่อไต กรวยไตอักเสบส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอาการที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เป็นภาวะแทรกซ้อนมาจากนิ่วในทางเดินปัสสาวะ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, เนื้องอกหรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ, หรือ ผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต ส่วนในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือรับประทานยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ๆ ก็อาจมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น

อาการของโรค

  • มีไข้สูง
  • รู้สึกหนาวสั่น
  • เจ็บปวดบริเวณหลังหรือสีข้าง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปัสสาวะบ่อย กะปริบกะปรอย รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา
  • เจ็บหรือแสบขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น มีสีขุ่น มีหนองหรือเลือดปนมากับปัสสาวะ

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค

แพทย์มักวินิจฉัยกรวยไตอักเสบด้วยการตรวจร่างกาย วัดไข้ สังเกตสีปัสสาวะขุ่น กดเจ็บบริเวณท้อง และอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ และอาจตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยวิธีดังต่อไปนี้ ตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจหนอง เลือด หรือเชื้อแบคทีเรียที่ปะปนในปัสสาวะ หรืออาจตรวจเพาะเชื้อจากปัสสาวะ

  • ตรวจเลือด เพื่อตรวจดูความรุนแรงของการติดเชื้อ และนำเลือดไปเพาะเชื้อดูว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วยหรือไม่
  • ตรวจด้วยภาพทางรังสี แพทย์อาจวินิจฉัยโรคกรวยไตอักเสบด้วยการอัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Voiding Cystourethrogram) เพื่อตรวจหาซีสต์ เนื้องอก หรือการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาภายใน 72 ชั่วโมง แพทย์อาจต้องตรวจภาพฉายรังสีจาก CT scan เพื่อวินิจฉัยการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะ และอาจตรวจแผลเป็นที่เกิดจากกรวยไตอักเสบด้วยการใช้สารกัมมันตรังสีหรือการส่องกล้องตรวจทางเดินปัสสาวะ ทั้งนี้ การตรวจเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์

แนวทางการดูแลรักษา

  • ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนเสมอ และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง การจะรักษาโรคต้องขึ้นอยู่กับชนิดของโรค อายุผู้ป่วย ชนิดและขนาดของยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
  • การรักษาในโรงพยาบาล หากรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีภาวะไตติดเชื้อรุนแรง แพทย์อาจต้องฉีดยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือดดำเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง ร่วมกับการให้น้ำเกลือและยาแก้ปวดลดไข้ ติดตามอาการโดยตรวจปัสสาวะและเลือดอย่างต่อเนื่อง

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ, กุมารแพทย์ โรคไต กรณีอายุน้อยกว่า 15 ปี

ข้อควรระวัง

  • ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อโรคอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดกลายเป็นภาวะโลหิตเป็นพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้
  • หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หรือรับการรักษาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เต็มที่ตามที่แพทย์นัด หรือไม่มีการรักษาที่สาเหตุร่วมด้วย ก็อาจกลายเป็นโรคกรวยไตอักเสบเรื้อรัง (มีอาการอักเสบแต่ไม่แสดงอาการ) ซึ่งหากปล่อยไว้นานปี ในที่สุดอาจกลายเป็นภาวะไตวายเรื้อรังได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.vichaiyut.com/th/health/diseases-treatment/other-diseases/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88/ https://www.aafp.org/afp/2005/0301/p933.html