เรื่องแปลก หมอ...สมองผมหาย GRAHAM The Walking Corpse
อะไรคือตัวกำหนดความเป็นและความตาย?
หัวใจที่ยังเต้นอยู่ หรือสมองที่สั่งงานได้อยู่?
ถ้าวันหนึ่งเพื่อนหรือคนในครอบครัวเราเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า
แล้วบอกกับเราว่าเขาตายแล้ว แน่นอนว่าเราคงคิดว่าเขาต้องล้อเล่นแน่ๆ
เพราะตัวเราก็ยังเห็นเขาอยู่ตรงหน้า ? ยืนหายใจปกติต่อหน้าเรา
แต่จะเกิดอะไรขึ้นหล่ะ ถ้าเรื่องแปลก แต่จริงนี่ เขายังยืนยันและเชื่อแบบนั้นจริงๆหล่ะ?
หากเรื่องราวนี้เกิดขึ้นจริงๆ หากเราติดอยู่ระหว่าง “ความเป็น” และ “ความตาย” หล่ะ
เราจะทำยังไง? Agnos Strange Med cases เอาเรื่องประหลาดนี้มาให้อ่านกัน

เรื่องราวแปลกแต่จริง ทั้งหมดทั้งมวล
ต้องเริ่มต้นที่ชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Graham
ชายที่ชอบใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขาอยู่ที่สุสาน โดยให้เหตุผลว่า
มันทำให้เขาเข้าใกล้ความตายมากที่สุด เหตุผลของการกระทำนี้คืออะไรกันนะ?
ต้องเกริ่นก่อนว่า Graham ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าที่ค่อนข้างรุนแรง
จนถึงขั้นที่เขาเคยพยายามฆ่าตัวตายโดยการช้อตตัวเองในอ่างน้ำ
เหตุการณ์ประหลาดได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากความพยายามฆ่าตัวตายครั้งนั้น
เขาบอกกับแพทย์ว่า เขานั้น “ตายแล้ว” และเขานั้น “ไม่มีสมอง”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนเป็นคำล้อเล่น แต่สำหรับ Graham แล้ว
เขาคิดแบบนั้นจริงๆ เนื่องจาก เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็น Cotard's syndrome
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Walking Corpse Syndrome (กลุ่มอาการศพเดินได้)

Cotard's syndrome
ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการแพทย์
เนื่องจากมีการอธิบายโรคประหลาดนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1880
โดย นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Jules Cotard
โดยโรคนี้เป็นโรคทางจิตที่หาได้ยาก คนไข้จะมีอาการหลงผิดว่าตัวเองตายแล้ว
คิดว่าตัวเองไม่มีอยู่จริง ร่างกายกำลังเน่าเปื่อย หรือได้สูญเสียเลือด
หรือ อวัยวะภายในไปนั่นเอง
ซึ่งจะทำให้คนไข้จำนวนมาก คิดว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกินหรือนอนอีกต่อไป
จนทำให้ผู้ป่วยโรคนี้อดตาย หรือแม้กระทั้งพยายามจะกำจัดร่างกายของตัวเอง
นอกจากที่เขาคิดว่าเขาตายแล้วนั้น พฤติกรรมของ Graham เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่อยากเจอใคร หรือพบปะผู้คน เนื่องจากเขาไม่รู้สึกหรือมีความสุขกับสิ่งใดเลย
Graham เคยเป็นคนที่ชอบรถมากๆ แต่ความชอบนั้นก็ได้หายไปหมดอย่างรวดเร็
นอกจากนั้นเมื่อก่อน เขาเป็นคนที่ชอบสูบบุหรี่ แต่เขานั้นก็เลิกสูบไปซะดื้อๆ
เขาบอกว่าเขาเสียความสามรถในการดมกลิ่นและการรับรส
มันไม่มีประโยชน์ที่จะกินอาหารเนื่องจากเขาตายแล้ว
นอกจากนั้น Graham รู้สึกไม่อยากจะพูดหรือไม่มีสิ่งที่ต้องการจะสื่อใดๆ
เนื่องจากเขาไม่ได้คิดอะไรเลยในหัวของเขา
สำหรับตัว Graham นั้นทุกอย่างก็ไร้ความหมาย
นักประสาทวิทยา Adam Zeman จากมหาวิทยาลัย Exeter สหราชอาณาจักร
และ Steven Laureys จากมหาวิทยาลัย Liège ในเบลเยียม
ได้ทำการตรวจ PET scan (Positron emission tomography scan)
ให้กับ Graham และพบว่าสมองส่วนที่เกี่ยวกับการตอบสนอง
และ การตระหนักรู้นั้นผิดปกติ Graham ไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวเอง
ในปัจจุบันอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ สมองส่วน Temporoparietal junction (TPJ)
ซึ่งอยู่ที่กลีบสมองขมับ (Temporal lobe) และสมองกลีบข้าง (Parietal lobe)
มาผสานกัน จะควบคุมการรับรู้ความสัมพันธ์และตำแหน่งของร่างกาย
สมองส่วนนี้จะคอยบอกเราว่าเราอยู่ที่ไหนภายในพื้นที่นั้นๆ เช่น ต่อให้เราปิดไฟในห้องนอนที่เราคุ้นเคยเนี่ย เราก็จะสามารถรู้ได้ว่าเราอยู่ตรงไหนของห้อง และรู้ว่าต้องไปในทิศทางใด จึงจะสามารถเดินไปเปิดไฟในห้องได้ นอกจากนั้นสมองส่วน TPJ ยังควบคุมเกี่ยวกับการรับรู้บุคลิกภาพ และรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเราเองอีกด้วย โดยจะไปดึงความทรงจำ รวมถึงสร้างรูปร่างเป็นตัวเราแบบที่เราเคยเห็น หรือในแบบที่เราต้องการจะเห็นตัวเอง
นอกจากที่ Graham จะมีปัญหาในสมองส่วนนี้แล้ว
ยังมีเรื่องที่ทำให้นักประสาทวิทยาประหลาดใจมากอีกเรื่อง
คือ ผลสแกนสมองของเขาพบว่า การเผาผลาญพลังงานที่สมองส่วนหน้า
และส่วนข้างของ Graham เกิดขึ้นน้อยมากๆ แทบจะเหมือนผู้ป่วย
ที่เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทราเลยก็ว่าได้ Steven Laureys
ได้กล่าวว่า เขาไม่เคยเห็นใครที่มีผลสแกนสมองแบบนี้
ที่มีการเผาผลาญน้อยมากๆขนาดนี้ แล้วยังสามารถยืนอยู่
และสามารถคุยกับผู้อื่นได้ เนื่องจากการทำงานของสมอง
ของ Graham นั้น เหมือนคนที่ดมยาสลบอยู่ หรือนอนหลับอยู่นั้นเอง
เคสของ Graham และการค้นพบจากผลสแกนสมองนี้
ทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับสมองของมนุษย์ได้อีกว่า
ภาวะการเผาผลาญพลังงานที่ต่ำ และไม่สมดุลของสมอง
มีส่วนทำให้มนุษย์มีประสบการณ์รับรู้ที่บิดเบี้ยวไปจากความจริง
และนำไปสู่การตระหนักรู้ตนเองที่บกพร่องได้
การไขปริศนาชิ้นนี้ได้ ทำให้ทางทีมแพทย์ได้แนวทาง
ในการรักษา Graham โดยพวกเขาใช้วิธีต่างๆ
ที่กระตุ้นเมตาบอลึซึมของ Graham ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเอง
ถึงแม้จะยังมีหลายเรื่องราวที่ยังไม่สามารถอธิบายได้
ในเคสของ Graham เช่น ก่อนหน้าที่เขาจะเป็นโรคนี้
เขาเป็นคนที่มีขนขาเยอะมาก
แต่หลังจากที่เขาป่วยขนขาของเขาก็ร่วงออกทั้งหมด
จากความช่วยเหลือของทุกฝ่าย ทั้งทางทีมแพทย์
และ ครอบครัวของ Graham รวมไปถึงตัวเขาเองนั้น
ทำให้อาการของเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ และ สามารถมีความสุข
กับชีวิตของเขาได้อีกครั้ง เขากล่าวว่า ถึงแม้จะยังพูดได้ไม่เต็มปาก
ว่าเขานั้นหายขาดแล้ว แต่อาการของเขาก็ดีขึ้นมาก
เขาไม่รู้สึกว่าสมองเขาตาย หรือหายไปอีกแล้ว
ถึงแม้จะมีบางครั้งที่ Graham ยังรู้สึกแปลกๆ
แต่เขาก็ใช้ชีวิตอย่างปกติได้ และ
เขาก็รู้สึกโชคดีมากๆที่ได้กลับมา “มีชีวิต” อีกครั้ง
หรือจริงๆแล้ว “การมีชีวิต” นั้นถูกกำหนดความหมาย
มาตั้งแต่แรกโดยสมองของเราอยู่แล้ว และแน่นอนว่า
เคสของ Graham ก็เป็นอีกหนึ่งเคส ที่อาจทำให้เรารับรู้
ได้ถึงคุณค่าของการมีชีวิต และปัญหาที่เรามักมองข้าม
อย่างปัญหาสุขภาพจิต ที่หลายๆคนมักคิดว่า
คนเรานั้นก็แค่คิดไปเอง และภัยเงียบนี้
กว่าจะรู้ตัว ก็อาจจะสายไปซะแล้ว
เพราะฉะนั้น Agnos ก็อยากจะสนับสนุนให้ทุกคน
คอยหมั่นตรวจเช็กสุขภาพจิต เช่นเดียวกับสุขภาพกาย
ของตัวเราและคนรอบข้างง่ายๆ เพียงปลายนิ้วด้วย
ระบบ AI ที่เช็กอาการป่วยด้วยตัวเอง
เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์ขั้นพื้นฐานได้ง่าย
แน่นอนว่ารวมถึงปัญหาทางสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน ลองใช้งานฟรีได้แล้วที่ Agnos
อ้างอิง:
https://www.businessinsider.com/brain-scan-of-walking-corpse-syndrome-2013-8
https://www.newscientist.com/article/dn23583-mindscapes-first-interview-with-a-dead-man/?ignored=irrelevant#.UfrNxdK7JBk
https://thematter.co/science-tech/cotards-syndrome/85851
https://www.medicaldaily.com/walking-corpse-syndrome-cotards-syndrome-mental-illness-387623
https://www.dailymail.co.uk/health/article-2333885/Man-diagnosed-zombie-brain-condition-spent-years-thinking-DEAD-botched-suicide-attempt.html