ตำรวจจับเพราะครรภ์ทิพย์
ผู้หญิงที่เป็น pseudocyesis ( เชื่อว่าตัวเองท้องแต่ว่าไม่ได้ท้อง)
“ตำรวจได้รับแจ้งว่า มีการพบหญิงสาว ที่ดูท่าทางแปลกๆ อายุประมาณ 30 ยืนเปลือยเปล่าอยู่ในป่า..”
เกิดอะไรกับผู้หญิงคนนี้กันนะ ?
ผู้หญิงคนนี้ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันทีที่ตำรวจไปพบเธอ เนื่องจากร่างกายของเธอนั้นอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า และตัวเธอเองดูเหมือนจะมีอาการทางจิต มีหูแว่ว กระสับกระส่าย และเธออ้างว่าตัวเองนั้น ‘ท้อง’ เธอยังบอกอีกว่า หน้าท้องของเธอขยาย มีของเหลวสีขาวไหลออกมาจากหัวนมของเธอ และยังรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในท้องน้อยของเธออีกด้วย
จากสิ่งที่เธอได้บอกกล่าวมา หากเราเป็นตำรวจ ก็คงมีคำสันนิษฐานมากมายในใจ เช่น เธอโดนกระทำชำเราหรือไม่ หรือเธออาจจะหนีมาจากการกักขังหน่วงเหนี่ยวก็เป็นไปได้ แต่ที่น่าแปลกก็คือ…
จากการตรวจสอบร่างกายแล้ว เธอนั้นมีดัชณีมวลกาย ถึง 35.45 ซึ่งนับว่าค่อนข้างสูง (ค่าปกติดัชนีมวลกายอยู่ที่: 18.5 - 22.90)
และจากการตรวจช่องท้องของเธอ ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ รวมถึง หน้าอกของเธอก็ไม่ได้มีการขยายตัวหรือมีน้ำนมไหลออกมาอย่างที่เธอกล่าว ทีมแพทย์สังเกตเห็นถึงว่าเธอนั้นมีพฤติกรรมที่ไม่ได้ใส่ใจในการดูแลรูปลักษณ์เท่าไหร่นัก เนื่องจากเธอมีผมที่ยุ่งเหยิง และสุขภาพฟันที่ไม่ค่อยดี ในขณะที่ลักษณะท่าทางของเธอนั้นแตกต่างออกไป เธอให้ความร่วมมืออย่างดี ใจเย็น และเวลาพูดก็มีการสบตากับผู้ฟังอย่างปกติ เธอพูดเร็ว และมีอาการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามแพทย์สังเกตว่า ความคิดของเธอนั้นค่อนข้างไม่ปกติและไม่สมเหตุสมผล เพราะเธออ้างว่าการที่เธอเปลือยเปล่าอยู่ในป่านั้น เป็นกลไกการรับมือกับความวิตกกังวลที่เธอคิดว่ามีคนติดตามเธออยู่
หลังจากตรวจสอบประวัติเพิ่มเติม แพทย์พบว่าเธอมีประวัติเป็น โรคไบโพลาร์และโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) แต่ก็ได้รับการรักษาอย่างดีมาหลายปีด้วยการใช้ยา แพทย์ได้สอบถามถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายของเธอ ซึ่งคือเจ็ดเดือนก่อนหน้านี้ และประจำเดือนของเธอนั้นขาดมาเป็นเวลาสามเดือนแล้ว เธอคิดว่าเธอตั้งท้องตั้งแต่ห้าเดือนก่อนหน้านี้ แต่ผลตรวจจากที่ตรวจครรภ์และผลตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนั้นก็เป็นลบเสมอมา
แม้ว่ามีหลักฐานต่างๆมากมายที่บอกว่าเธอไม่ได้ท้อง แต่เธอก็คงยังยืนยันว่า ‘เธอท้อง’
หนึ่งเดือนก่อนเหตุการณ์นี้ เธอจึงได้หยุดกินยารักษาอาการทางจิตของเธอ เนื่องจากกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ของเธอ และด้วยเหตุผลนั้นเอง อาการมาเนียจากโรคไบโพลาร์ ของเธอจึงได้กำเริบขึ้นมา ทำให้เธอรู้สึกตื่นตัวมาก และนอนเพียงวันละสองชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้ว
แล้วสรุป เธอเป็นอะไรกันแน่หล่ะ?
เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็น Pseudocyesis หรือ ภาวะที่ผู้ป่วยคิดว่าตัวเอง ‘ท้อง’ นั่นเอง และนับว่าเป็นอาการผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่ง โดย ผู้ป่วยจะมีความเชื่อผิดๆที่ว่าตัวเองนั้นตั้งครรภ์ และมีอาการร่วมของการตั้งครรภ์ เช่น ประจำเดือนไม่มา ความรู้สึกที่รับรู้ได้ถึงเด็กในท้อง หรืออาการเจ็บท้อง แม้ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆนั้นเอง
Pseudocyesis ถือว่าเป็นภาวะที่หายากมากๆ จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มักพบในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อนดีนัก บ่งชี้ได้ว่าภาวะนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงกดดันในชีวิตและการเข้าถึงการรักษาสุขภาพที่จำกัด
แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ ผู้ป่วยรายนี้มีสถานภาพทางการเงินที่ค่อนข้างดี และเข้าถึงระบบสุขภาพที่เหมาะสม จึงมีการสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากแรงกดดันของสังคมที่ให้ความสำคัญกับการตั้งครรภ์อย่างมาก ที่ทำให้เธอเครียดจนเกิดโรคนี้ขึ้นมา หรือการที่เธอเป็นไบโพลาร์อาจเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะนี้ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับทางการแพทย์ การเกิดขึ้นร่วมกันของสองโรคนี้ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอยู่ดี จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตว่า ตัวแปรใด ที่ทำให้เกิดภาวะนี้ในผู้ป้วยไบโพลาร์ได้
แน่นอนว่าปัญหาที่เรามองเห็นจากเคสนี้ คือปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดจากแรงกดดันของสังคม และการละเลยการรักษาอย่างต่อเนื่อง เรา Agnos สนับสนุนให้คนไทยทุกคนหมั่นตรวจเช็กสุขภาพจิตของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อให้ได้การรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที
เรา Agnos ที่ใช้ AI วิเคราะห์โรคด้วยตนเอง Startup สัญชาติไทย ที่พัฒนาโดยวิศวกรจาก MIT และทีมแพทย์ชั้นนำ วิเคราะห์ได้ทั้งอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย และอาการด้านจิตใจ สามารถทดลองใช้งานได้ฟรี
อ้างอิง :
https://www.cureus.com/articles/40598-a-rare-case-of-pseudocyesis-in-a-patient-with-bipolar-disorder