ภาวะซึมเศร้าคืออะไร สังเกตอาการได้อย่างไร มีการรักษาโรคซึมเศร้าแบบไหน พร้อมแบบทดสอบโรคซึมเศร้าออนไลน์

ภาวะซึมเศร้า คืออะไร ?
หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องโรคซึมเศร้ามาบ้าง ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นช่วงที่มีข่าวนักดนตรีท่านหนึ่งได้เสียชีวิตลงจากการกระโดดคอนโดมิเนียม ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากการเสียใจเรื่องของความรักและมีอาการของโรคซึมเศร้าร่วมด้วย จากข่าวนั้นทำให้หลายๆ คนในประเทศเราเริ่มให้ความสนใจโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น รวมถึงเพื่อนๆ ของผู้เสียชีวิตก็ช่วยกันออกมารณรงค์เรื่องการรับฟังเพื่อนหรือคนใกล้ตัวให้มากขึ้น เพราะนี่คือโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างใส่ใจและจริงจัง
บทความนี้จะช่วยคุณคลายข้อสงสัยทั้งหมดว่า โรคซึมเศร้านั้น คือ โรค อาการที่เกิดจากความรู้สึกผิดหวัง เสียใจอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนหรือเจอกับความเครียดความกดดันเป็นเวลานาน ทำให้ความผิดหวังเสียใจหรือความต้องการโต้แย้งนั้นเป็นยาวนานกว่าอารมณ์ปกติ และส่งผลให้มีอาการทางร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หมดความสนใจโลกภายนอก มองโลกแง่ร้าย ขาดความมั่นใจ หรือจนกระทั่งไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ซึ่งผู้ป่วยต้องได้รับการรักษา เพื่อให้คนป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติให้ได้
สาเหตุของโรคซึมเศร้า
เกิดได้จากหลายปัจจัยหลักเหล่านี้ คือ
- พันธุกรรม จากการวิจัยพบว่าคนที่มีญาติพี่น้องป่วยเป็นโรคนี้ก็มีโอกาสสูงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่มีอาการเป็นซ้ำๆ หลายครั้ง
- สารเคมีในสมอง เปลี่ยนไปจากปกติไม่สมดุลย์ ซึ่งก็คือสาร ซีโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ลดต่ำลง และความบกพร่องของการทำงานร่วมกันของทั้งสารรับและส่งสื่อประสาท
- ลักษณะนิสัย คนที่มองโลกแง่ร้าย มองทุกอย่างไม่ดีรวมถึงตัวเองด้วย ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ตัวเองซึมเศร้าได้
- สภาพแวดล้อม เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ เช่น การผิดหวังอย่างรุนแรง การเลี้ยงดูลูกแบบที่ไม่เคยได้รับการปฏิเสธมาก่อนเลยในชีวิต ได้รับความกดดันในชีวิตแล้วไม่สามารถรับมือได้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเหลืออยู่
โรคซึมเศร้ามีอาการอย่างไร
อาการของโรคซึมเศร้านั้นอยากให้สังเกต 2 ด้าน คือ ด้านของตัวผู้ป่วยเองกับด้านการสังเกตจากคนรอบข้าง
- ในด้านของผู้ป่วยเองนั้น จะเห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์แบบสุดขั้ว บางคนอาจจะอารมณ์ดิ่งมากกว่าปกติ เช่น เสียใจขั้นสุดถึงขั้นไม่เห็นคุณค่าของชีวิตอยากฆ่าตัวตาย ดีใจขั้นสุดยิ้มแย้มหัวเราะเต็มที่อยากทำอะไรไปทุกสิ่ง นอนไม่หลับ หรือบางคนเป็นตรงข้ามคืออยากนอนตลอดเวลา น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วหรือบางคนกินไม่หยุดกลายเป็นน้ำหนักตัวเพิ่ม อยากอยู่ลำพังไม่ค่อยอยากไปเจอคนขาดความมั่นใจ ไม่ค่อยมีสมาธิหลงลืมง่ายจำอะไรไม่ค่อยได้ หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ซึ่งคนที่ป่วยบางทีก็ไม่รู้ตัวว่าเค้ามีอาการเหล่านี้
- จากการสังเกตโดยคนรอบข้าง จะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ชัดเจนที่สุด ดูแปลกไปไม่เหมือนเดิมโดยเฉพาะในวัยรุ่นจะดูหงุดหงิดฉุนเฉียวง่ายกว่าปกติ หรือบางคนจะรู้สึกว่าความเข้าใจในการสื่อสารกับคนอื่นไม่ปกติ เหมือนจะตีความเรื่องต่างๆ ในมุมของตัวเองแบบแปลกๆ จำเรื่องที่เคยพูดไปก่อนหน้าซัก 1-2 ชั่วโมงไม่ได้ ดูไม่ค่อยมีสมาธิ งานที่ทำออกมาไม่ละเอียดรอบคอบ เช่น คุยกันไว้อย่างทำงานออกมาอีกอย่างแทน ลางาน ขาดงาน กิจวัตรประจำวันแปลกไป ไม่ค่อยอยากคุยกับใคร หรือบางครั้งควบคุมร่างกายให้อยู่นิ่งแบบปกติไม่ค่อยได้ ดูเป็นคนยุกยิกไม่อยู่นิ่ง ดูเศร้าๆ มองโลกแง่ลบมาก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง คนรอบข้างจึงมีความสำคัญมากในการสังเกตคนใกล้ตัวของเราและพาไปรับการรักษาอย่างเหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้อย่างชัดเจนเมื่อมีภาวะเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งระยะเวลาที่เกิดขึ้นอาจจะเป็น 2-3 สัปดาห์ เป็นเดือนๆ หรือบางคนเป็นปีก็ได้ คือ
- อารมณ์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจนมาก ดูเบื่อหรือเศร้ามากกว่าปกติ กล่าวโทษตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง หรือกระตือรือล้นมากเกินไป ดูร่าเริงผิดปกติ
- การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น นอนไม่ค่อยหลับ หลับไม่สนิท หรือบางคนนอนมากกว่าปกติ นอนเท่าไหร่ก็ไม่หายง่วง น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หรือบางคนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เคยชอบทำก็ไม่อยากทำ ชีวิตประจำวันจะแปลกไปจากปกติ ไม่ค่อยอยากพูดคุยกับใคร
- ความจำแย่ลงขาดสมาธิ ลืมสิ่งที่เพิ่งพูดคุยไปเพราะขาดสมาธิ ทำอะไรอย่างหนึ่งนานๆ ไม่ค่อยได้ ทำงานผิดๆ ถูกๆ ผลงงานแย่ลงไม่ค่อยเหมือนเดิม
- ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวแปลกไป เก็บตัว ไม่ค่อยพูด อารมณ์อ่อนไหวง่ายมากกลายเป็นคนขี้ใจน้อยคิดมาก หรือมองว่าคนอื่นๆ ไม่ชอบเราทำอะไรก็ไม่ถูกซักอย่าง
- อาการโรคจิต บางคนเมื่อเป็นมานานหรือมีอาการมากแล้ว จะเริ่มมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอนได้ มักคิดว่าโดนคนอื่นแกล้งตลอดเวลา
ทำไมผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ค่อยบอกคนรอบข้าง
ด้วยจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่รอบตัวเราจะพบเจอหรือได้ทำงานร่วมกับผู้ป่วยเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องตระหนักไว้เสมอคือ เค้าคือคนป่วย เค้าไม่สบาย และควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพูดคุยกับนักจิตวิทยา ส่วนสาเหตุที่ผู้ป่วยส่วนมากไม่บอกกับคนใกล้ตัวก็น่าจะเกิดจาก ทั้งกลัวโ้ดนรังเกียจ และกลัวได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ทำให้รู้สึกด้อยค่ามากกว่าเดิม
ดังนั้นถ้าวันหนึ่งเพื่อนของเรา ลูกน้องที่งานเรา หรือคนในครอบครัวเราเริ่มมี อารมณ์ที่แปลกไปจากปกติอาจจะทั้งดูรุนแรงขึ้นหรือดูเสียใจมากกว่าปกติ เริ่มมีอาการทางร่างกายที่เปลี่ยนไป เราควรพูดคุยกับเค้าให้มากขึ้น ค่อยๆ สอบถามเค้าบ่อยขึ้น รับฟังสิ่งที่เค้าเล่าอย่างตั้งใจ อย่าพูดขัด อย่าพูดแทรก ให้เค้าเล่าออกมาให้มากที่สุด จนเค้าค่อยๆ สงบลง เราอาจเอ่ยคำรับฟังเป็นบางช่วง และสิ่งที่ไม่ควรทำคือ การพูดให้กำลังใจทั่วๆ ไป เช่น เดี๋ยวก็ดีขึ้น ไม่เป็นไรหรอกน่าอย่าคิดมาก หรือสู้ๆ นะ เพราะคำเหล่านี้ไม่ทำให้เค้ารู้สึกว่าคนสนใจฟังอย่างแท้จริงเลย
และสิ่งที่ควรทำที่สุดคือ แนะนำหรือพาเค้าไปพบแพทย์พบผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโดยเร็วที่สุด พูดให้เค้าเข้าใจว่าเค้าแค่ป่วยไม่สบายต้องไปพบแพทย์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเค้าเป็นคนบ้า โรคนี้เป็นกันเยอะแล้วยิ่งเริ่มรักษาเร็วเท่าไหร่โอกาสที่จะหายเป็นปกติก็จะยิ่งเร็วเท่านั้น
อาการแบบไหนที่เข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า
ด้านล่างเป็นตัวอย่างอาการเบื้องต้นที่เราสังเกตได้ซึ่งถ้าตรงอย่างน้อย 1 ข้อ เป็นเกือบตลอดเวลา เป็นทุกวัน และมีอาการอย่างน้อยตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไปแล้วล่ะก็ ควรโทรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสายด่วนสุขภาพจิต มีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า แล้วอาจพิจารณาไปพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
- อารมณ์หดหู่ รู้สึกเศร้าตลอดวัน หรือในทางกลับกันรู้สึกหงุดหงิดไปทุกเรื่องที่เจอ ต้องพูดโต้แย้งทุกเรื่อง
- ไม่ค่อยสนใจทำอะไรเลยทั้งวัน หรือในทางกลับกันอยากทำอะไรมายมายไปหมด
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออยากอาหาร ทานจนน้ำหนักเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด ต่อเดือนมากกว่าร้อยละ 5
- นอนหลับไม่สนิท นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ
- อยู่ไม่สุข ร่างกายอยู่นิ่งไม่ค่อยได้ต้องขยับขาขยับตัวตลอดเวลา หรือในทางตรงกันข้ามทำอะไรช้าลงมาก รู้สึกอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง
- มองว่าตัวเองไม่มีความสามารถ เป็นคนไร้ค่า ทำอะไรก็ออกมาไม่ดี
- ไม่มีสมาธิ จำอะไรไม่ค่อยได้ พูดคุยงงๆ เพราะจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้พูดอะไรไว้ ลังเลอยู่ตลอดตัดสินใจไม่ได้
- คิดอยากตาย ไม่เห็นคุณค่าในการมีชีวิตต่อไป ไม่เห็นอนาคต
หากคุณยังไม่มั่นใจสามารถใช้ระบบ AI คัดกรองความเสี่ยงโรคซึมเศร้าของ Agnos ที่พัฒนาร่วม กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (D MIND) และ กรมสุขภาพจิต ได้ที่ แบบทดสอบซึมเศร้าตรวจสุขภาพใจ กับคุณหมอพอดี ถ้าเราเริ่มสงสัยตัวเองหรือเริ่มสังเกตเห็นคนรอบข้างมีอการเหล่านี้แล้ว ถ้าเป็นไปได้สังเกตอารมณ์ จดอาการอย่างละเอียดไว้ซัก 2 สัปดาห์ แล้วโทรสอบถามผู้เชี่ยวชาญและไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร
ส่วนมากแล้วผู้ป่วยต้องอาศัยความกล้าหาญเพื่อผ่านขั้นตอนการแรก คือ การยอมรับว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและรับการรักษาก่อน แล้วถึงมาสู่ขั้นตอนการเข้ารับการรักษาที่จะได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งขั้นตอนการซักถามนี้สำคัญมากที่จะต้องเล่ารายละเอียด ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้คุณหมอทราบและวินิจฉัยให้ตรงกับระยะของอาการที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด เพียงแต่อาจต้องระวังว่าอาการซึมเศร้านี้ไม่ได้มีสาเหตุจากโรคทางกายจริงๆ เพราะถ้ามีสาเหตุจากโรคทางกายจะสามารถรักษาที่ต้นเหตุได้โดยตรง เช่น อาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคสมองอับเสบ โรคฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ เป็นต้น
- ซักถามอาการที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่มีอาการจนถึงปัจจุบัน ยิ่งเล่าได้ละเอียดเท่าไหร่แพทย์จะยิ่งเข้าใจอาการของคุณได้มากเท่านั้น ส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคโดยตรง
- ซักถามประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว ยาที่กินเป็นประจำ เพื่อหาสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า
- ถามประวัติความเจ็บป่วยจากเครือญาติ เพื่อดูสาเหตุทางพันธุกรรม
- ตรวจร่างกาย ส่งตรวจพิเศษที่จำเป็น เพื่อหาสาเหตุที่อาจจะทำให้เกิดโรคซึมเศร้า
- ซักประวัติญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อให้ทราบอาการและเรื่องราวที่ชัดเจนมากขึ้น
การรักษาโรคซึมเศร้าจึงต้องไปพบแพทย์ เพราะบางครั้งอาการที่เราเป็นอาจจะยังไม่ใช่โรคซึมเศร้าแต่อาจเป็นสาเหตุของโรคทางกายดังกล่าวข้างต้น หรืออาจเป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า เช่น โรคอารมณ์สองขั้ว โรควิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้จากปัญหาก็เป็นได้
การรักษาโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้านั้นสามารถทำได้หลายวิธี จากข้อมูลของ American Psychiatric Association, Oct 2020 ได้ระบุไว้ 3 วิธี คือ
1. การรักษาด้วยการทานยา (Medication)
โดยปกติแล้วการได้รับยารักษาอาการโรคซึมเศร้านั้น เพื่อการค่อยๆ ปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ในผู้ป่วยที่อาการไม่มากยิ่งสามารถรักษาได้หายขาดจากการกินยา โดยผู้ป่วยจะค่อยๆ กลับมาดีขึ้นช้าๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์และจะไม่ได้ดีขึ้นโดยทันที เมื่ออาการดีขึ้นแล้วแพทย์จะให้ทานยาต่อเนื่องไปอีก 4-6 เดือน แล้วค่อยๆ ลดปริมาณยาลงในกอีก 2-3 เดือนต่อมาจบหยุดยาในที่สุดเพื่อป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำ แต่ในผู้ป่วยที่ปรากฎอาการป่วยซ้ำ 2-3 ครั้ง ร่วมกับมีพันธุกรรมจากญาติผู้ป่วย หรือกลับมาเป็นซ้ำใน 1 ปี หรือเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุต่ำกว่า 20 ปี หรือมีอาการรุนแรง และอันตราย 2 ครั้งใน 3 ปีแพทย์จะจ่ายยาป้องกันในระยะยาวเพิ่มให้ด้วย
ยารักษาโรคซึมเศร้าทุกชนิดมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของผู้ป่วยมากน้อยต่างกันในแต่ละชนิด แพทย์ผู้รักษาจะใช้ความเชี่ยวชาญในการเลือกยาและปรับปริมาณให้เหมาะสมกับร่างกายของผู้ป่วย ดังนั้นควรทานยาให้ครบตามปริมาณที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อผลในการปรับยาให้คงที่และเหมาะกับการรักษาของเรา ซึ่งด่านทานยารักษาโรคซึมเศร้านี้ คือด่านที่ยากที่สุดในการรักษา เพราะผู้ป่วยหลายคนไม่สามารถอดทนผลข้างเคียงจากยาหรือเข้าใจเองว่ายาทำให้ร่างกายแย่ลง แล้วหยุดกินยาเอง ลดปริมาณยาเอง หรือแม้กระทั่งหยุดการรักษาเองทำให้อาการของโรคกลับมาอีกต้องเข้าสู่การรักษาใหม่อีกครั้ง
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา คือ SSRI (serotonin reuptake inhibitor) ซึ่งกลไกสำคัญคือจะไปยับยั้งการดูดซึมซีโรโตนินกลับเข้าเซลล์ทำให้ซีโรโตนินเพิ่มขึ้นบริเวณส่วนต่อระหว่างเซลล์ประสาท ปัจจุบันใช้ยาขนานแรกในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้แก่ยา Fluoxetine และ Sertraline ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ กระวนกระวาย และนอนหลับยาก หรือในบางคนอาจเกิดอาการปวดหัวที่มักจะเกิดไม่นานร่วมด้วยก็ได้
2. การรักษาด้วยจิตบำบัด (Psychotherapy), CBT (Cognitive Behavioral Therapy) และ Satir
การรักษาด้วยจิตบำบัดนั้น ใช้วิธีการสื่อสารทางคำพูด การสื่อสารด้วยภาษาร่างกายต่างๆ และความไว้วางใจระหว่างแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความเช้าใจตัวเอง การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ความคิด หรืออารมณ์ต่างๆ เพื่อลดอาการปัญหาหรือปรับสภาพจิตใจของผู้ป่วย มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น
- จิตบำบัดแบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึกต่างๆ ที่สะสมไว้ออกมาได้แบบอิสระ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีนักจิตวิทยาที่จะช่วยดูแลให้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย
- จิตบำบัดแบบมุ่งเน้นการปรับความคิดความเข้าใจ จากความรู้สึกด้านลบต่างๆ ความเชื่อที่ไม่สมเหตุผลที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยซึมเศร้า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นความคิดด้านลบของตัวเองและรู้วิธีที่จะจัดการวิธีคิดในทางที่เหมาะสมได้
- จิตบำบัดแบบพฤติกรรมบำบัด สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการสร้างแรงจูงใจจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากโรคซึมเศร้าให้กลับมามีสมาธิอยู่กับปัจจุบันได้ ด้วยการสร้างเป้าหมายที่ขัดเจน การทำตามแผนที่วางไว้ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และฝึกการเข้าสังคม
การบำบัดพฤติกรมทางความคิด CBT หรือ Cognitive Behavioral Therapy ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเน้นไปที่การแก้ปัญหาจากอาการปัจจุบันและปัจจัยทีทำให้เกิดปัญหา เพื่อปรับความคิดให้ผู้ป่วยมีกลับมามีความคิดที่สมเหตุผล ออกจากความคิดด้านลบ มองปัญหาให้ออก เข้าใจปัญหา เพื่อให้สามารถหาข้อสรุปให้กับปัญหาอาการซึมเศร้าของตัวเองได้ และช่วยป้องกันการซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- การบอกอารมณ์ของตัวเองได้ว่ารู้สึกอย่างไร
- ประเมิณระดับอารมณ์ของตัวเองได้ เพื่อดูระดับความรุนแรงและการขึ้นลงของอารมณ์
- อธิบายความคิดที่เกิดขึ้นอัตโนมัติได้
- รู้จักรูปแบบความคิดที่บิดเบือน
- ประเมิณความคิดตัวเองได้
- การปรับความคิด
CBT จะใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการประสาทหลอนหรือหลงผิด ยังไม่มีอาการไบโพล่า และไม่ม่ีความบกพร่องในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือในการรักษา
ส่วน Satir model หรือทฤษฎีชาเทียร์ คือ ศาสตร์ของจิตบำบัดในรูปแบบของการเข้าใจความเชื่อของตัวเองแล้วเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเปรียบเทียบจิตใจของคนเป็นชั้นต่างๆ ในรูปแบบของภูเขาน้ำแข็งเพื่อให้มองเห็นภาพได้ผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก คือ
- การตั้งเป้าหมาย หรือการหาข้อดีของตัวเราเอง
- เรียนรู้ทฤษฎี Satir Iceberge และการนำไปใช้
- การรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เพื่อให้ได้เป้าหมายทั้ง 3 ด้านคือ สุขภาพดีทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์ มีความสุข และมีความสำเร็จในชีวิตนั่นเอง
3. การรักษาด้วยไฟฟ้า หรือ ECT (Electroconvulsive Therapy)
ECT เป็นการรักษาทางการแพทย์ที่เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ ด้วยการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้าระยะเวลาสั้นๆ ในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ภายใต้การดมยาสลบ ผู้ป่วยมักจะได้รับ ECT 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับการรักษาทั้งหมดถึง 12 ครั้งโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว เช่น จิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาลหรือผู้ช่วยแพทย์ ECT
การดูแลร่างกายผู้ป่วย
- ให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือโดนแสงแดดอ่อนๆ เช่น เดิน วิ่ง หรือ ว่ายน้ำ โดยเฉพาะการออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่น จะช่วยเพิ่มการเข้าสังคมด้วย
- อย่าตั้งเป้าหมายที่ยากเกินไป ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แล้วรอดูผลการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแทนดีกว่า
- เลือกทำกิจกรรมที่เราชอบหรือรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ โดยเฉพาะที่ได้ทำร่วมกับคนอื่น
- ที่สำคัญที่สุด อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญต่อชีวิตในช่วงนี้
- จัดลำดับความสำคัญเรื่องต่างๆ แยกออกมาเป็นหัวข้อย่อยที่เราสามารถทำได้ จะได้ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป
คำแนะนำญาติผู้ป่วย
- ทำความเข้าใจก่อนว่า เค้าคือผู้ป่วยจากโรค ไม่ใช่อาการท้อแท้ไม่ต่อสู้ปัญหา
- ทำตัวปกติ อย่าต่อว่าใดๆ คอยสอบถามชวนคุยเล็กๆ น้อยๆ อย่างใจเย็น ให้ผู้ป่วยค่อยๆ พูดคุยระบายความรู้สึกไม่เครียด
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการรับฟังผู้ป่วย และการใช้คำพูดต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ดูแลใกล้ชิด
- ดูแลเรื่องการทานยาอย่างเคร่งครัด เพื่อการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด
- ถ้ามีคำพูดหรือการกระทำแสดงการไม่อยากมีชีวิตอยู่ อย่าตื่นตระหนก ค่อยๆ พูดคุยให้ผู้ป่วยแสดงความคิดเห็นออกมาเพื่อลดความเครียด แล้วพูดแสดงให้เห็นคุณค่าของของผู้ป่วย แต่ถ้าผู้ป่วยยังเครียดมาก ควรพาไปพบแพทย์
- หากลุ่มพูดคุยสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อให้ทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นแบบง่ายๆ และให้ผู้ป่วยมีเพื่อน
สำหรับใครที่กำลังกังวลใจ หรือสงสัยว่าตนเอง หรือคนใกล้ตัวอาจเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถคัดกรองเบื้องต้น โดยทำแบบทดสอบซึมเศร้า ตรวจสุขภาพใจ กับคุณหมอพอดี ได้ที่นี่
หรือ ปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323
Ref: โรคซึมเศร้า, What Is Depression, CBT Satir, CBT, Satir, จิตบำบัดรักษาซึมเศร้าได้อย่างไร การรักษาด้วยยาและจิตบำบัดในจิตเวชปฏิบัติยุคปัจจุบัน